Me & J-Rock Part 2 [hide]
posted on 27 May 2005 23:15 by insilence in Musicเฮ~~ ในที่สุดก็กลับมาโพสต่อจนได้ หลายคนคงคิดว่าสงสัยอีกชาติกว่าเราถึงจะมาโพสสินะ หุๆ พอดีนึกครึ้มๆก็เลยกะว่าจะมาโพสสักหน่อย (หลังจากตามไปเพิ่มเติมของ Part 1 มาเรียบร้อยเนื่องจากพล่ามไปไม่หมด ตกหล่นบางเรื่องเลยต้องกลับไปพล่ามเติมนิดหน่อย อิอิ) ตามที่สัญญากัน Part นี้เราจะพูดถึงคนๆนึงไม่พูดถึงไม่ได้เลย เอาจนเราต้องแบ่งมาเป็นอีก Part นึงต่างหากทั้งที่คราวแรกเรากะจะพูดผสมๆไปกับ Part แรกแท้ๆ เอาล่ะ เริ่มพล่าม เอ๊ย เล่าต่อเลยดีกว่า อ้อ แต่เตือนไว้ก่อน อาจจะมีภาพประกอบเยอะหน่อย (ถ้าใช้ ADSL ก็คงสบายๆ แต่เน็ทธรรมดาก็รอนิดนึงนะจ๊ะ)


Matsumoto Hideto
13.12.1964~ 02.05.1998
เริ่มสนใจ
จริงๆมันก็ต้องเริ่มต้นมาจากการที่เราชอบ X น่ะแหละ อย่างที่เล่าไป Part ที่แล้วว่า แรกเริ่มเดิมทีเราชอบ Yoshiki คงเพราะเป็นพวกชอบผู้ชายสวยมั้ง ภาพของ Yoshiki ในสมัยแรกๆสำหรับเราแล้ว เขาดูสวย สาว บอบบาง แต่เล่นกลองหนักๆได้ แต่หลังจากเห็นคุณชายเป็นพืชล้มลุกบ่อยๆเข้า (ใครที่ดูพวก VDO Concert บ่อยๆจะเข้าใจ) เราก็เริ่มปันใจไปให้หนุ่มบ้าพลังอีกคนที่ค่อนข้างเป็นสีสันสรรค์นั่นก็คือ hide ที่เป็น Guitar Lead ของวง ครั้งแรกที่เราเห็นในคอนเสิร์ต สิ่งที่ผุดมาในหัวก็คือ ผู้ชายคนนี้...บ้าว่ะ... เป็นเรื่องจริงนะ เราไม่ได้จะว่าอะไรเค้าว่าเหมือนคนบ้า แต่ที่ว่าบ้านี่คือแบบ สุดๆอ่ะ แกเล่นก็เล่นแบบสุดๆ บ้าก็บ้าสุดๆ เป็นพวกสุดโต่งดี ทรงผมของ hide ก็เป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงด้วย สมัยก่อนจะออกทองๆฟูๆ มีสีๆแซม หลังๆย้อมแดงไปเลย พอมาช่วงหลังที่ X เริ่มเปลี่ยน look จาก Visual Rock มาแต่งตัวแบบธรรมดาแล้ว hide ถึงได้ตัดผมให้สั้นหน่อย แล้วตอนหลังถึงได้มาทำผมสีชมพูช็อกกิ้งพิงค์ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของ hide ไปเลย

ผมสีแดงเพลิงเป็นจุดเด่นของเขาคนนี้อยู่ช่วงนึงเลยล่ะ สมัยนี้ยังแต่งหน้าค่อนข้างเยอะ หลังๆก็เริ่มลดน้อยลงไป แต่ก็ยังโบ๊ะหน้าเนียนอยู่ เหอๆ
เราได้ฟังเพลงของ hide ครั้งแรกตอนช่วงที่มาตามฟังวิทยุคลื่น Show Biz หรือ Future Hits นี่แหละ คือเจ๊โจจะเปิดเพลงโปรโมทไปเรื่อย บางทีก็จะมีเปิดของ hide บ้าง ตอนนั้นเราฟังแล้วก็แบบ โอ๊ะ เพลงงานเดี่ยวของ hide หรือนี่ ไม่เลวนี่นา ก็เลยเริ่มไปหาข้อมูลว่า hide เคยออกงานอะไรมาบ้าง ประกอบกับตอนนั้นเพื่อนคนญี่ปุ่นที่ชอบ X เขากลับญี่ปุ่นก็เลยได้ฝากให้เขาไปหาซื้อพวกแผ่น CD มาให้ ก็ได้ของ hide มาสอง album คือ Hide your face กับ Psyence (เป็นแผ่น used ทั้งคู่เลย) ตอนนั้นตื่นเต้นอย่างแรงรีบเปิดฟัง ก็ต้องตกกะใจอีกรอบ เพราะบางเพลงมันแร๊งแรง แบบพูดไม่ถูกอ่ะ เป็นแนวที่เราไม่เคยฟัง ก็มีรู้สึกไม่ชินบ้าง กว่าจะชินก็สักพักนึง พอชินแล้วก็เริ่มชอบ ถ้าใครได้ฟังเพลงจะรู้ว่า เออ คนๆนี้มันบ้าดีวุ้ย บางเพลงแบบคิดได้ไงเนี่ย อธิบายตรงนี้ก็อธิบายไม่ถูก ไปหามาฟังแล้วกัน อิอิ

กับสีหน้ากวนๆแบบเนี้ยแหละที่ทำให้เรารักผู้ชายคนนี้ ภาพนี้ใช้เป็นปกปฏิทินด้วยถ้าจำไม่ผิด

กับภาพเซ็ทเดียวกันที่เราว่าเก๋ดีนะ
ตอนนั้นก็เป็นช่วงเราอยู่ ปี 1 ก็แบบเริ่มๆตามเก็บ ตามหาของที่เกี่ยวข้องกับพวกนี้มาฟัง แหล่งที่เราจะไปบ่อยๆก็ร้านอิชิมารุนี่แหละ ไปสอยวีดีโอมาเป็นระยะๆ สมัยนั้นพวก VDO นี่ก็ถือว่าแพงเหมือนกันนะ ซื้อสักม้วนสองม้วนก็หลายตังค์อยู่ ตอนนั้นทำเอากรอบไปเลย ชนิดว่าประหยัดเงินค่าขนมเอามาซื้อไอ้พวกนี้เนี่ยแหละ ส่วนมากก็จะซื้อพวก VDO มาเก็บซึ่งตอนนี้ของ hide ที่เราเคยมีมันหายไปซะแล้ว เพราะมีคนรู้จักยืมแล้วเอาไปเลย แค้นมากเพราะตามตัวไม่ได้ด้วย เลยพยายามจะปลงๆแล้วคิดซะว่าทำบุญไปละกัน ตอนนี้อยากได้ DVD เก็บมากๆ ฮืออออ อยากดู~~~
ตอนนั้นนี่ชอบ hide มากๆ จากสายตาที่ดู concert ซึ่งจะจับไปที่มือกลองด้านหลัง ก็เปลี่ยนมามองผู้ชายคนนึง ที่ผมสีแปลกๆ กระโดดไปมา เล่นกีตาร์ด้วยท่ากวน... เฮ้อ เป็นอะไรที่นึกแล้วก็คิดถึงมากๆเลย และไอ้ความชอบผู้ชายคนนี้นี่แหละมันทำให้เป็นจุดโยงเราไปสู่อีกวงดนตรีนึงต่อไป (อันนี้เก็บไว้เป็น Part 3 นะจ๊ะ)
ใจสลาย
หลังจากเราหันเหไปชอบ hide แล้ว เราก็ตามงานของเค้าเรื่อยมา พอ X ยุบวง hide เริ่มจับงานเดี่ยวอย่างเต็มตัว ตอนนั้นเค้าก็เริ่มฟอร์มวงของเค้า จนได้วงชื่อ hide with Spread Beaver ที่ดึงเอาสมาชิกที่เคยร่วมงานจากตอนทำงานเดี่ยวครั้งก่อนๆมาทำ เป็นการรวมคนบ้าๆหลายๆคนมาอยู่ด้วยกันเยอะๆ แต่เราก็ชอบ เพราะมันสุดๆดี ช่วงนั้น hide ปล่อย single ตัวแรกออกมาคือ Rocket Dive เราได้ฟังครั้งแรกก็ชอบเลย เป็นอะไรที่เป็นตัว hide มากๆ เราตื่นเต้นที่จะคอยติดตามว่างานชิ้นต่อไปของเขาจะเป็นยังไงกันน้อ

กับวงที่ร่วมงานกันครั้งสุดท้าย Spread Beaver...
จนกระทั่งวันที่ 2 พ.ค. 1998 เราจำเวลาไม่ได้แต่คิดว่าน่าจะเป็นตอนกลางคืน เราก็ได้ข้อความว่า hide เสียชีวิตแล้ว เราจำไม่ได้ว่าเราได้ข้อความที่ว่ามาจากไหน อีเมล์รึ ICQ ของใครบางคน อันนี้จำไม่ได้จริงๆ รู้แต่ว่า เรารู้ แล้วเราก็อึ้ง ช็อก บอกไม่ถูก มันมีความรู้สึกว่า ไม่อยากจะเชื่อ คิดว่าใครล้อเล่นแน่ แต่ล้อเล่นแบบนี้ไม่ชอบเลย เราก็พยายามนั่งหาข้อมูลเรื่องนี้ควั่ก จนกระทั่งมีพี่ที่รู้จักที่ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นอยู่ตอนนั้นออน ICQ ขึ้นมาก็เลยสอบถาม พี่เค้าก็ว่า เนี่ย ดูข่าวอยู่พอดี มีเรื่องนี้ด้วย ยืนยันว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง เรานี่แบบ เหมือนรถสิบล้อวิ่งชน เหมือนตัวมันลอยๆ เหวอๆ อึ้งๆ พูดไม่ถูกเหมือนกัน เป็นความรู้สึกที่มันพูดไม่ถูก คล้ายๆหลายอารมณ์อยู่ในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นยังนิ่งนะคงเพราะอึ้ง แต่มันก็ทำเอาเราแทบนอนไม่หลับ นั่งหาข้อมูลอยู่จนเกือบเช้าถึงได้เข้านอน
ตื่นเช้ามา หลังจากนอนไปไม่กี่ชม. แม่ก็มาเคาะประตูเรียก เดินเข้ามาบอกว่า hide ตายแล้ว เค้าอ่านหนังสือพิมพ์ Bangkok Post แล้วมันมีลงข่าวนี้ เค้าเห็นก็จำได้ เพราะเราชอบเอา VDO Concert มาเปิดๆดู ในห้องก็มีโปสเตอร์ แล้วแม่ก็จำ hide ได้เพราะเราชอบมาก ก็บอกแม่ไปว่ารู้แล้ว แต่ก็ลุกไปอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ เห็นข่าวแล้วเรารู้สึกบอกไม่ถูก เราไม่ชอบคำว่า Suicide เลยจริงๆ ในใจเรา มีความรู้สึกว่า hide ไม่มีทางจะฆ่าตัวตายแน่ๆเนื่องจากหลายๆอย่างถ้าจะให้เราวิเคราะห์ อย่างแรกคือ คืนวันที่ 1 เขาไปอัดรายการทีวีรายการนึง ถึงดึก อัดรายการจบยังไปกินเหล้ากับเพื่อนๆในวงอยู่เลย น้องชายที่เป็นผู้จัดการถึงได้พากลับแมนชั่นตอนเกือบเช้า แล้วก็....เป็นอย่างในข่าว เอาว่ามันไม่มีแรงจูงใจให้ทำแบบนั้นละกัน อย่างที่สอง งานเดี่ยวของเขากำลังไปได้ดี พูดง่ายๆ ก็กำลังจะมาแรงเลยล่ะ และจริงๆแล้ว เขากำลังจะออก single ถัดไปด้วย เราจะไม่พูดถึงในรายละเอียดเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นก็แล้วกันเพราะเราไม่ค่อยอยากไปรื้อฟื้นมันเท่าไหร่เพียงแต่เราอยากจะบอกว่า เราไม่ชอบการที่สื่อหรือหลายๆคนใช้คำว่า Suicide เพราะเราว่ามันไม่ใช่ ก็แค่นั้นแหละ...
วันนั้นทั้งวัน เราอยู่ในอาการเบลอๆ ลอยๆตลอด จำได้ว่าเรามีส่งข้อความเข้าเพจของรายการวิทยุในตอนนั้น (น่าจะเป็นรายการของ DJ เอ๊ดดี้) ถึงข่าวนี้ว่าให้ไปหาอ่านข่าวได้ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ช่วงนั้นเป็นอะไรที่รู้สึกแย่มาก เรากินข้าวไม่ลง ไม่อยากทำอะไรเลย มันอึ้งๆ ลอยๆ พูดไม่ถูก คงเพราะช็อกละมั้ง ตอนนั้นทำเอาเราน้ำหนักลดไปหลายโลเลยแหละ (น่าดีใจมั้ยเนี่ย...) เราจำไม่ได้ว่าวันนั้นเลยรึเปล่าที่เหมือนเราจะได้คุยกับพี่เอ๊ดดี้ว่าเราทราบข้อมูลของข่าวนี้ พี่เค้าก็เลยบอกว่า งั้นจะให้เราพูดออกอากาศ เหมือนรายงานข่าวไปเลย ตอนนั้นเราแบบคิดหนักเหมือนกัน ไม่ใช่อะไรหรอก เรากลัวพูดๆไปแล้วร้องไห้ระหว่างออกอากาศ คงอายน่าดู แต่สรุปก็ไม่ได้ร้องนะ แต่ตื่นเต้นเว่อร์ๆ มารู้ทีหลังว่า มีเพื่อนเราบางคนได้ฟังเราตอนนั้นแล้วคิดว่าเราโกหก แล้วก็ว่าๆเรา ไรเงี้ย แต่มารู้ทีหลังก็ขำๆกันนะ
ตอนช่วงนั้นเผอิญเป็นช่วงปิดเทอมพอดี อีกประมาณเดือนนึงถึงจะเปิดเทอม แล้วมันก็เป็นช่วงที่เราขยันทำเว็บ ทีนี้ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เว็บเรายังมีลงฟิกอยู่ มันก็มีฟิกเรื่องนึง เป็นโปรเจคที่ช่วยกันคิดกับเพื่อน ประมาณเราออกไอเดีย ออกพล๊อตให้เพื่อนแต่งให้ ตอนนั้นกะจับคู่ hide กับ Sugizo (วง LUNA SEA) ถามว่าทำไมถึงจับคู่ เพราะเราชอบทั้งสองคนนี้ไง เลยจับคู่กันซะเลย อีกอย่าง Sugizo ก็นับถือ hide ด้วย คือสองวงนี้เขาเป็นอะไรที่มีความผูกพันกันอยู่น่ะ ก็เลยคิดอยากจะเขียนคู่นี้ขึ้นมา ตอนที่เกิดเรื่อง ฟิกเรื่องนี้ยังเขียนไม่จบ ตอนรู้ข่าวเรื่องนี้ เราก็นึกถึงเพื่อนเราคนนี้เลยโทรไปหากะจะแจ้งข่าว รู้มั้ยว่าทั้งที่ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ตอนรู้เรื่องครั้งแรก แม่มาบอก อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ พูดในรายการวิทยุ เราไม่ร้องไห้เลย แต่พอเราตั้งต้นจะเล่าให้เพื่อนคนนี้ฟัง ไม่รู้ทำไม เราน้ำตาเราก็พรั่งพรูเลย เล่าไปก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไป เพื่อนก็อึ้ง ตกใจ แล้วก็ร้องตามเรา เค้าก็พูดว่า แบบนี้เขาเขียนฟิกต่อไม่ได้แล้ว คือมันรู้สึกแย่น่ะ ทีแรกเราก็นึกว่าฟิกเรื่องนั้นจะเป็นหมันไปแล้วซะอีก ปรากฏหลังจากนั้นสักพักเราก็กลับมาตั้งต้นแล้วแก้พล๊อตทั้งหมด เขียนออกมาใหม่เป็นอีกแนวไปเลย ซึ่งเรารู้สึกชอบกว่าพล๊อตอันแรกที่คิดอีกนะ คิดว่าแต่งออกมาแบบนี้คงจะดีกว่าแน่ๆ

ภาพงานศพของ hide มีกีตาร์ทั้งหมดของเค้าตั้งเรียงกันหน้ารูป รูปที่ติดนั่นเป็นรูปที่ทำเอาเราหลอนไปเลย เพราะจะเห็นบ่อยเหลือเกิน งานนี้สมาชิกในวง X มาร่วมแล้วก็ร้องเพลง Forever Love ด้วย เศร้ามาก...
ตอนนั้นแฟนในเมืองไทยก็เสียใจกับเรื่อง hide กันมาก มีการจัดงานโดยคุณเอื้อง สาลินี แต่เราไม่ได้ไปนะ ไม่รู้สิ เรารู้สึกว่า เราก็เศร้าพออยู่แล้ว ไม่อยากไปอยู่รวมกับคนที่เศร้าเยอะๆ มันหดหู่น่ะ อีกอย่างช่วงนั้นเราก็ยุ่งๆเรื่องต้องทำของไปขายเอาเงินเข้ากลุ่ม ก็จะขึ้นปี 2 แล้วใช่มะ ปกติเขาก็มักจะทำอะไรสักอย่าง ส่วนมากเป็นสมุด ไม่ก็ตุ้งติ้ง ตอนนั้นแหละเราก็ใช้วิชามารของเราไซโคให้ทั้งกลุ่มเห็นด้วยกับการทำตุ้งติ้งเป็นสัญลักษณ์ X-Japan อาจจะเคยมีคนเห็นกันบ้างแล้ว ตอนนี้ที่บ้านยังมีเหลืออยู่เลย อิอิ นั่นแหละ แต่ช่วงนั้นเป็นอะไรที่ ไม่อยากฟังเพลงเค้าเลยนะ ฟังแล้วมันเศร้า ไม่ว่าจะเพลงเร็วเพลงช้า เพลงอะไร ถ้าเป็นเพลงของเค้าหรือของ X ฟังแล้วจะร้องไห้ตลอด ยิ่งพอมาได้ดูวีดีโอที่ Yoshiki พูดแถลงการณ์เรื่องนี้แล้วร้องไห้ เราก็ร้องไห้อีก ก็เศร้าซึมอยู่พักใหญ่เลยล่ะกว่าจะกลับมาโอเค
หลังจากเรื่องนั้นแล้ว single ที่ออกมาเป็นแผ่นแรกก็คือ Pink Spider เป็น single ที่มีคนพูดถึงมากเพราะว่ากันว่า มีข้อความคล้ายสารอะไรบางอย่างที่ฮิเดะจะสื่อว่าเขาจะจากไป อะไรทำนองนั้น แต่เราคิดว่าไม่น่าจะใช่หรอกนะ ไม่งั้นเขาจะเตรียมพวก single อื่นๆไว้ทำไมล่ะ แล้วเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่เราชอบมากเพลงหนึ่งซะด้วย (เพลงของ hide ให้เราเลือกที่ชอบที่สุดมันยากอ่ะ เพราะชอบหลายเพลง มันคนละแบบ) จากนั้นเราก็ยังตามงานของ hide ต่อไป เชื่อป่ะ หลังจาก hide เสียไปนี่งานแกออกมาพรึ่บพั่บๆ เป็นอะไรที่เราทึ่งมากๆ ขนาดเจ้าตัวไปตั้งนานแล้วยังออกงานได้เรื่อยๆ ณ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีงานของเค้าออกอยู่เลยนะ เรานี่ทึ่งสุดๆ จนหลังๆนี่แอบพูดติดตลกกับเพื่อนว่า สงสัยเฮียแกไม่ได้ไปไหนหรอก หนีไปอยู่ฟาร์มที่บ้านนอก ทำไร่เลี้ยงวัว แล้วโทรสั่งให้ลูกน้องปล่อยงานออกมาเรื่อยๆ (ถ้าเป็นงั้นนี่งอนจริงๆด้วย)เราก็ยังตามเก็บงานของเฮียแกไปเรื่อยๆ แต่ก็เริ่มซาๆ เพราะมันเริ่มไม่มีงานใหม่แล้ว เราก็เลยหันไปให้ความสนใจกับอีกวง ซึ่งจะเล่าใน Part ต่อไป หุๆ
Chat&Meeting
ช่วงหลังจากเกิดเรื่อง ตอนนั้นเราก็เล่นบอร์ดพันทิพอยู่ด้วย ตอนนั้นสิงห้องเฉลิมไทยเหนียวแน่น เคยไป Meeting ใหญ่ของเฉลิมไทยด้วยน๊า ตอนนั้นแบบว่าละอ่อนๆ ไปกะเพื่อน ตัวลีบๆกัน ได้เจอคนดังในพันทิพหลายคน ซึ่งป่านนี้ก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนกันแล้ว ตอนนั้นพอมีเรื่อง hide มันก็มีกระแสอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในบอร์ด จริงๆก่อนหน้านี้มันก็มีเรื่อง X มาแล้ว เรื่องที่มีการถกเถียงว่า X เก่งไม่เก่งอะไรสักอย่าง พอมา hide คนก็ด่าๆเรื่องที่มีวัยรุ่นไปร้องห่มร้องไห้ว่าไม่เหมาะไม่ควร (คนตายจะให้หัวเราะรึไง??) มันก็เลยเกิดการโต้เถียงขึ้นในบอร์ด แล้วที่นั่นก็ทำให้เรารู้จักกับพี่คนนึงที่ชอบ hide เหมือนกัน ตอนหลังพี่เขาก็ชวนไปเล่น IRC เพราะมันเป็นส่วนตัวดี ช่วงนี้ถ้าคุยกันในบอร์ดก็คงไม่วายมีคนที่ต่อต้านเข้ามาว่าอีก เราก็เลยตามไปเปิดห้องใน IRC กัน ตอนนั้นใช้ชื่อห้อง #X-Japan ตั้งแต่นั้นเราก็สิงห้องนั้นเป็นห้องประจำไปเลย ที่นั่นก็ทำให้ได้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆหลายคนเลย หลังจากเวลาผ่านไป บางคนก็เริ่มมีวงอื่นๆที่ชอบเพิ่มขึ้น เราเลยคิดเปิดห้อง #J-Rock แล้วก็สิงที่นั่นเรื่อยมาจนกระทั่ง MSN มันฮิต คนก็เลยเลิกเล่น IRC หันมาเล่น MSN แทน
ช่วงแรกๆที่เริ่ม chatๆ กันนี่ มันส์มากๆ จนนัดเจอกันที่สยาม แล้วก็กลายเป็นว่าทุกวันเสาร์ เราจะออกมาเจอกันที่เบอร์เกอร์คิง สาขาสยาม (แต่ก่อนอยู่ตรงข้ามร้านอิชิฯเลย แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นร้านพิซซ่าไปแล้ว) เป็นการไปเจอกันโดยไม่ต้องนัดหมาย เพราะไปทุกเสาร์ พวกเรามักจะไปสิงที่ชั้นบนของร้าน ซึ่งกว้างและสงบมาก ส่วนมากไม่ค่อยซื้อของอะไรของเค้ากินหรอก แต่บางทีก็รู้สึกละอายใจเพราะพนักงานเดินขึ้นมาดูบ่อยเลยมีลงไปซื้ออะไรมากินบ้างนิดหน่อย พวกเราสิงที่นั่นกันค่อนข้างนาน เอาไว้เป็นที่นัดพบ คุยธุระ แลกของ อะไรก็ว่าไป ถือเป็นสถานที่ในความทรงจำของหลายๆคนเลยแหละ แต่พอถึงเวลามันก็ปิดตัวลง สร้างความเศร้าใจแก่พวกเรามาก เพราะไม่รู้จะไปสิงที่ไหนที่มันสงบได้ขนาดนี้อีกแล้ว เสียใจ....![]()
ช่วงที่ได้มาเจอเพื่อนๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันนี่เป็นอะไรที่เราชอบมากๆเลยนะ เป็นความทรงจำที่ดี เพราะต่างคนต่างก็ชอบอะไรเหมือนๆกัน เวลามาอยู่รวมกันเยอะๆ คุยกันเรื่องศิลปินที่ชอบ มันเป็นความสุขที่พูดไม่ถูก แต่ตรงนั้นเราว่ามันก็ดีนะ รู้สึกทำให้รู้จักคนเยอะดี บางคนไม่เคยเห็นหน้า แต่พอรู้ว่าชอบศิลปินคนเดียวกันก็คุยกันถูกคออย่างกับคุยกันมานานแล้วยังไงยังงั้น
หลังจากเหตุการณ์นั้น เราก็ยังคงชอบและตามงานของ hide เรื่อยมาแต่พอสักพักข่าวคราวที่เกี่ยวกับเขาก็ซาลง แล้วเราก็เลยหันไปให้ความสนใจกับวงรุ่นน้องวงหนึ่งอย่างจริงจัง แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังคงคิดถึงชายหนุ่มผมสีชมพูคนนั้นเสมอ ถึงเวลาจะผ่านไปนาน แต่ยังไงความผูกพันที่มีต่อบุคคลคนนี้ก็จะยังไม่เปลี่ยนไปแน่นอน...
Omake
ไหนๆก็พูดถึง hide ก็อดหยิบยกเรื่องร้าน LEMONed กับ hide museum มาพูดไม่ได้ ว่ากันด้วยเรื่องร้าน LEMONed ก่อนก็แล้วกัน ตอนเราไปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต ช่วงปิดเทอมปี 1999 ตอนนั้นเราตั้งใจจะไปดู concert ของ LUNA SEA (กั๊กไว้เล่า Part 3 นะ อิอิ) ตอนนั้นก็ไปกับพี่ปลาที่รู้จักมาจากใน IRC นี่แหละ ไปผจญภัยในญี่ปุ่นกันสามคน (มีพี่มดเพื่อนพี่ปลาอีกคน) เป็นอะไรที่สนุกมากๆ คราวที่ไปนั่นเราไปกันเอง แต่ให้คนบริษัททัวร์ที่อยู่ทางโน้นรอรับเราพาเที่ยววันนึง สิ่งแรกที่เราขอก็คือ ขอให้เขาพาไปร้าน LEMONed ซึ่งเป็นร้านของ hide ชั้นบนทำเป็นเหมือนซาลอน ทำผม ชั้นล่างจะเป็นร้านขายพวกผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดีใจมากที่เค้าสามารถพาเราไปได้แล้วก็ได้ถ่ายรูปมาเป็นที่ระลึกด้วย เสียดายว่าหลายอย่างค่อนข้างแพงเราก็เลยได้แต่ดูๆ ซื้อของที่เพื่อนฝากมาแค่นั้นเอง ฮือ เศร้า...

ไปถึงก็ต้องไม่พลาด ถ่ายรูปเก็บไว้ซะหน่อย แต่ไกลเกินจนมองไม่เห็นหน้าเรา 555

ถ่ายตอนจะกลับ ช่วงนั้นโปรโมต single วง Zeppet Storeวงเด็กในสังกัด hideพอดี
หลังจากนั้นเวลาผ่านไป ปลายปี 2000 เราก็มีโอกาสได้ไปดู Concert LS อีกครั้ง วันถัดมาหลังจากดู Concert เราก็ไปเที่ยวที่ hide museum มันเป็นเหมือนสถานที่ที่ทำขึ้นเพื่อระลึกถึง hide สร้างในบ้านเกิดของ hide ซึ่งก็คือเมืองโยโกสึกะ ตอนที่ไปเมืองนี้นี่ เหมือนเป็นเมือง hide เลย มีหลายจุดที่กล่าวถึง เหมือนเป็นของดีประจำถิ่นอะไรแบบนั้นน่ะ จากสถานีเราเดินไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อยนะเพราะอากาศมันหนาวมาก ดีว่าได้เซรินะจังเพื่อนพี่ปลา ซึ่งเราไปพักที่บ้านเขากับบอยคุงที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยคุยกันห้อง #X-Japan ซึ่งตอนนั้นไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น กรุณาพาไปไม่งั้นคงไปไม่เป็นแหง ตอนเจอะตึกนี่แบบตื่นเต้นอ่ะ ตึกมันจะอยู่ริมอ่าว เห็นทะเล เห็นเรือ มีลมทะเลตี สุดยอดมาก ที่หน้า museum ก็มีร้าน LEMONed มาตั้งอยู่ด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าร้านเก่าที่เราเคยไปครั้งแรกมันจะยังอยู่รึเปล่านะ

เดินออกมาจากรถไฟฟ้าก็เจอะกับป้ายนี้เลย hide SD น่าร๊ากก ![]()

ลงสถานีนี้แหละ 横須賀中央駅

ระหว่างทางเดิน ที่เห็นเป็นตึกสีขาวอยู่เหนือรถยนต์นั่นแหละคือ hide museum ส่วนข้างๆมันจะเป็นอ่าวน่ะ ลมตี เย็นๆ สบาย...
ตอนเราเดินเข้าไป เห็นหลายคนที่แต่งตัวเหมือนคอสเพลย์เดินอยู่เต็มเลย ส่วนมากก็เป็นควันหลงจากงาน concert เมื่อวานนั่นแหละ ตอนไปถึงเจอะมายูโกะ เด็กที่มีความผูกพันกับ hide มากๆ คนนั้นด้วย เราเดาว่าน้องเค้าคงไปดู Concert LUNA SEA เหมือนกัน แล้ววันถัดมาก็มาแวะที่นี่สักหน่อย ที่ museum นี้มีอะไรที่เกี่ยวกับ hide ทั้งหมด ตั้งแต่รถ กีตาร์ ของใช้สมัยเด็กๆ ก็มี กระทั่งสมุดพกสมัยเด็กๆยังมีเลย!! เคยไปส่องๆดูเหมือนกันแต่จำไม่ได้แล้วล่ะ มีจุดนึง เป็นคล้ายๆโต๊ะแต่งหน้า แล้วเราก็เห็นว่ามีคนไปเขียนที่โต๊ะนั้นเต็มไปหมดเลย ตอนนั้นไม่รู้ว่าทำไมเขาเขียน คือเรานึกว่ามันมีมาอยู่ก่อนที่จะเอามาไว้ที่นี่ เราก็เลยไม่กล้าเขียน ก่อนเดินผ่านไปเหลือบไปเห็นลายมือคนไทยเขียนไว้ด้วย ในใจแอบคิด ทำไมคนไทยมาเขียนหว่า มือบอนจังเลย มารู้จากปุ๋มทีหลังว่าเขาให้เขียนได้ รู้สึกเขางอกๆไงมะรุ เสียดาย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไปลงชื่อไว้บ้าง

ทางเข้า กระเป๋าม่วงๆนั่นเราเอง เหอๆๆ ส่วนเสื้อขาวเซรินะจัง

ตัวตึกเป็นแบบนี้ ได้ยินใครบอกว่า ถ้ามองจากด้านบนมันจะเป็นรูปกีตาร์ล่ะ ทางซ้ายมือคือร้าน LEMONed ตามทางจะมีเห็น(ปลอม) ปรับดับไว้ ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นเห็ด เรานึกถึงมาริโอ้ยังไงก็ไม่รู้ แต่ก็แปลกดี

ร้าน LEMONed ก็ตามมาตั้งที่นี่ด้วย ใหญ่กว่าเดิมมาก แต่ก็ไม่มีตังค์ซื้ออะไรเช่นเคย ได้แต่เดินดู...

กำลังจะเข้าไปละน๊า~~ ที่เห็นแต่งชุดดำๆทางซ้ายนั่นก็พวกแฟน LUNA SEA ที่มาที่นี่พร้อมกับกลุ่มเรา
ที่นั่นเขาห้ามถ่ายภาพข้างใน น่าเสียดายมากๆ แต่เราก็มือบอนแอบถ่ายจนได้ แต่ถ่ายในห้องน้ำน่ะ คือไปเข้าห้องน้ำเค้าแล้วตกกะใจ นี่ฉันเข้ามาในดงอะไรนี่ คือตกแต่งได้สมเป็น hide ดีอ่ะ เลยอดถ่ายรูปเก็บไม่ได้ (แต่ก็ต้องแอบๆถ่ายเอานะ กัวเค้ามาจับโยนออกไปเหมือนกัน แต่คิดว่าในห้องน้ำไม่น่าจะเป็นอะไร) เราเดินไปเดินมาในนั้นนานพอสมควรเลยล่ะ เอาให้อิ่ม ก่อนกลับออกมาเล่นตู้หยิบๆของ มันเป็นพวงกุญแจรูปกีตาร์ของ hide เล่นเองไม่สำเร็จ ให้บอยคุงเล่นให้ได้มาหลายอันเหมือนกัน กลายเป็นเหมือนว่า ไอ้เครื่องนี้นี่ ถ้าเป็นเมืองไทยคงไม่ต้องหวังว่าจะได้เลย เพราะมันไม่ได้สร้างมาให้คีบได้ (ฮา)

สภาพห้องน้ำเป็นเช่นนี้ เห็นสวยดีเลยถ่ายรูปไว้ข้างหลังมันเป็นท่อมีฟองอากาศวิ่งๆน่ะ

ประตูที่ถ่ายจากด้านใน เห็นที่แขวนกระเป๋าแล้วไม่กล้าแขวนเลย...

ตรงกระจก มีอะไรเลื้อยๆมาจากเพดาน เป็นแนวที่ hide โปรดมาก
ตอนนี้ได้ข่าวว่า museum จะปิดแล้ว เศร้านะ เรารู้สึกว่ามันมีอะไรที่เป็นความทรงจำอันยิ่งใหญ่ของผู้ชายคนนึง ที่เราว่าน่าจะเก็บมันเอาไว้ ไม่รู้หรอกว่าทำไมจะปิด เพียงแต่เรารู้สึกว่าไม่อยากให้ปิดก็เท่านั้นเอง อยากจะให้ความทรงจำมันคงอยู่ในนั้น ใครที่คิดถึงก็สามารถไปหาความทรงจำเหล่านั้นได้อีกครั้ง ถ้ามีโอกาส และมันยังไม่ปิดเราก็ยังอยากจะไปที่นั้นอีกครั้งนะ...

ถ่ายกันหน้า Museum ก่อนกลับ ช่วงนั้นใกล้ปีใหม่ เลยมีไอ้ที่ตั้งอยู่ข้างหน้านั่นแหละ ดูเป็นอะไรที่มันไม่ค่อยเข้ากันดี ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงกลางก็บอยคุง

ภาพแห่งความทรงจำที่จะไม่มีวันลืม...
hide with Spread Beaver - Pink Spider
(เพลงที่ฟังแล้วทำให้เค้านึกถึงเค้าเลย แมงมุงสีชมพู...)

เฮ่อ *ปาดเหงื่อ* เป็นอะไรที่รู้สึกพล่ามไปเยอะมาก เหมือนจะยาวกว่า Part ที่แล้วมาก มีรูปอีก ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้ ต้องขอกราบงามๆ ทนเราพล่ามได้ไงเนี่ย 55555 ต้องขอโทษ หากตรงไหนเล่างงๆ มึนๆ สับสนๆไปบ้าง แต่เราก็พยายามแล้วนะ
Part ต่อไปก็จะเป็นเรื่องวงดนตรีวงนึงที่มีอิทธิพลกับเรามากๆ มากถึงขนาดเรายอมทำอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงตัวเองแบบสุดๆด้วยล่ะ จะเป็นอะไรไว้เล่าต่อตอนหน้าก็แล้วกัน ตอนนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้จ้า~
รู้ตัวก็แก่ซะแล้วดิ
ถามมาได้ เศร้าดิ แต่ก็ไม่ร้องนะ
mi msn is IN_THE_WORLD_GROUP@hotmail.com I want talk with us


รออ่านภาค 3 จ้า
#1 By kiyono on 2005-05-28 08:53