เรื่องที่จะเล่านี้ บอกก่อนว่าเราค่อนข้างซีเรียส และจริงจังกับมันพอสมควร โพสนี้อาจจะไม่มีอะไรขำๆ หรือน่าจรรโลงใจสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นเรื่องที่เราคิดว่าอยากเอามาเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าใครที่เจอะเจอเหตุการณ์แบบนี้จะได้ระวังกันไว้บ้างน่ะ ถ้าหากโพสนี้ยาวเกินไปต้องขออภัยด้วย...

เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อสักสองอาทิตย์ก่อน แม่เรานั่งตัดเล็บมือเองเนื่องจากว่าช่วงนี้งานยุ่งๆเลยไม่ได้ไปทำเล็บที่ร้าน เคยไหมที่ตัดเล็บไปตัดเล็บมาไปตัดโดนเนื้อข้างเล็บแล้วมันก็อักเสบเป็นหนอง หรือที่เราเรียกกันว่า "เล็บขบ" แม่เราก็เป็นแบบนั้น วันสองวันหลังจากที่ตัดเล็บนิ้วกลางมือขวาแม่เราก็เริ่มบวมตุ่ย แล้วก็ปวด แต่แม่เรามาเอะใจกับมันก็วันที่ไปดูคอนเสิร์ต AF (วันที่ 5 พ.ย.) แล้วเผลอตบมือไปนั่นแหละถึงได้รู้ว่านิ้วนี่ชักปวดไม่ธรรมดาซะแล้ว แถมนิ้วยังบวมผิดปกติเห็นได้ชัดมาก เรากับน้องชายก็เลยไซโคแม่ว่าให้ไปหาหมอเถอะ รีบๆไปหามันจะได้ไม่เรื้อรัง แม่เราก็เลยตกลงใจที่จะไปหาหมอตามคำแนะนำ...

วันจันทร์ที่ 7 พ.ย. แม่นั่งรถไปส่งเรากับน้องที่ออฟฟิสแล้วเลยไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านสาธร สาเหตุที่เลือกร.พ.นี้ก็เพราะหลายอย่างเช่น :-

1. ร.พ.นี้อยู่ใกล้กับที่ทำงานมาก เรียกว่านั่งรถไปอึดใจเดียวก็ถึง สามารถวิ่งไปหาหมอ เสร็จแล้วกลับมาทำงานต่อสบายๆ
2. เป็นร.พ.ที่เราใช้บริการรักษาเกี่ยวกับผิวอยู่เป็นประจำ ก็จะคุ้นๆเคยๆกันอยู่
3. คิดว่ามันก็แค่นิ้วบวมๆ อักเสบนิดหน่อย ไม่ต้องซีเรียสอะไรมาก รักษาที่ไหนก็เหมือนกัน

พอพบหมอ หมอก็บอกว่าโอเคลักษณะแบบนี้แผลมันอักเสบ ต้องเอาหนองออก ตอนนี้นิ้วยังแค่อักเสบ บวมๆ แต่ยังไม่มีหนอง อีกสองวันค่อยมาเอาหนองออก แม่เราก็กลับมารอ อีกสองวันไปใหม่ เช้าวันที่ 9 พ.ย. แม่เราก็ทำเหมือนอย่างเคย ไปส่งเรากับน้องที่ออฟฟิส แล้วเลยไปร.พ.ตามนัดหมอ ก่อนการรักษาก็มีการวัดความดันตามปกติ ความดันของแม่ค่อนข้างสูงพอสมควร พยาบาลก็เลยแนะนำว่า ไหนๆก็มาแล้ว เดี๋ยวพอทำแผลที่นิ้วเสร็จให้มาตรวจร่างกายอย่างอื่นด้วยเลย แม่เราก็เห็นว่าเออ ไหนๆก็ไหนๆมาแล้ว เอาสักหน่อยแล้วกัน แม่ไปหาหมอรักษานิ้วก่อน วิธีการรักษานิ้วก็คือการเจาะนิ้วที่บวม แล้วก็บีบหนองที่นิ้วออก "สดๆ" วันแรกแม่บอกว่าหนองยังมีไม่มาก แต่หมอก็เค้น รีด นิ้วแม่จนปวดแทบทนไม่ไหวชนิดที่ว่าดิ้นเลยล่ะ วันแรกๆก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่แม่ก็เริ่มทรมานกับการรักษานิ้วนี่แล้วแต่ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรมาก จบจากทำแผลที่นิ้วแม่ก็ไปตรวจวัดความดัน ตรวจเลือดตามปกติ หมอให้กลับแล้วมาฟังผลตรวจความดันกับเลือดวันศุกร์ที่ 11 พ.ย.อีกครั้ง จบการเริ่มรักษาวันแรก...

วันต่อมาแม่ก็ต้องไปหาหมอที่รักษานิ้วแล้วก็ทำเหมือนเดิมคือการบีบเค้นเพื่อเอาหนองออก บางทีก็มีการเจาะ กรีดส่วนอื่นของนิ้วเพื่อเอาหนองออกด้วย เช่นเดิม แม่เราทรมานกับการรักษามาก ลำพังอยู่เฉยๆก็ปวดนิ้วอยู่แล้ว ยิ่งมาโดนเค้น โดนบีบ โดนกรีด "สดๆ" ยิ่งทรมานมาก ลองนึกดูสิ ขนาดกระดาษบาด เข็มตำนิ้วเรายังเจ็บ แล้วแบบนี้มันจะทรมานขนาดไหน... ขนาดบางทีแม่ทรมานมากจนเอ่ยปากร้องขอยาชาหมอก็ยังไม่สนใจที่จะฉีดให้ แม่เล่าว่าทุกครั้งที่ทำแผลเสร็จ แม่ต้องร้องไห้บนเตียงรักษาทุกครั้งเพราะวิธีการรักษาทำให้แม่ทรมานมาก และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ความดันของแม่เราสูงมาก วันศุกร์ที่ 11 พ.ย. แม่ไปฟังผลการตรวจความดันกับเลือด หมอบอกว่า "คุณเป็นทุกอย่างเท่าที่มนุษย์ทุกคนจะเป็นได้" ก็คือความดันสูงมาก คอเรสเตอรอล และสิ่งที่ทำให้แม่กังวลมากที่สุดก็คือ แม่เป็น "โรคเบาหวาน" ทำไมถึงกังวลมากน่ะเหรอ ก็เพราะโรคนี้ถ้าเป็นแล้ว เขาจะให้ระวังการเกิดบาดแผลที่ร่างกายเพราะถ้าเป็นแล้วจะหายได้ช้ามาก และอาจลุกลามใหญ่โตได้ ทันทีที่แม่รู้ว่าเป็นเบาหวาน วันต่อมาที่มาทำแผลที่นิ้ว แม่ก็รีบบอกหมอทันทีว่าแม่เป็นเบาหวานนะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หมอรับรู้ว่า อ้อ เป็นเบาหวานนะ แล้วก็ยังก้มหน้าก้มตารักษาตามวิธีเดิมๆต่อไป ซึ่งแม่เราก็ไม่คิดว่านั่นจะทำให้เรื่องราวที่เกิดแค่ปลายนิ้วมันจะเป็นเรื่องใหญ่ได้เลย...

แม่เราไปทำแผลที่นิ้วทุกวันๆ ต่อด้วยหาหมอที่รักษาความดันสูงและเบาหวาน แต่ละวันแม่ต้องทรมานกับการรักษาที่รุนแรงของหมอ เวลาถามคำก็ตอบคำ ไม่มีมนุษย์สัมพันธ์กับคนไข้เลย และที่สำคัญ หมอที่รักษานิ้วกับเบาหวาน ไม่เคยได้คุย หรือปรึกษากันเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม่เราก็ต้องทนกับการรักษาที่ทรมานมาตลอด ในขณะที่นิ้วก็ไม่มีท่าทีดีขึ้น แถมดูเหมือนจะแย่ลงด้วยซ้ำ จนกระทั้งวันพุธที่ 16 พ.ย. ตอนที่หมอเปิดผ้าพันแผล แม่เราหันไปมองก็ตกใจ เพราะสภาพแผลมันแย่มาก แผลเหวอะกว่าเดิมจนน่าตกใจ หนองก็มาก และปลายๆแผลเริ่มมีสีดำๆ เป็นสภาพแผลที่ดูไม่ค่อยดีแล้ว แม่ก็เลยหันไปถามหมออย่างที่เคยถามประจำว่า "ต้องตัดนิ้วมั้ย?" ตามปกติหมอมักจะตอบแบบรำคาญว่า "โอ๊ย แผลแค่นี้เดี๋ยวก็หาย" แต่วันนี้หมอเงียบไม่ตอบ แต่กลับถามแม่เราว่า "นี่ไม่รู้มาก่อนเลยเหรอว่าเป็นเบาหวาน?" แม่เราก็เริ่มชักใจไม่ดี ให้ความรู้สึกเหมือนหมอกำลังจะบอกว่า แผลที่นิ้วนี่มันเกินเยียวยาแล้ว แล้วก็กลับมาโทษแม่เราว่าผิดที่ไม่บอกก่อนรักษาว่าเป็นเบาหวาน แม่เราก็เคืองเพราะไม่ใช่ว่ารู้แล้วไม่บอก แต่ไม่เคยรู้มาก่อนต่างหากว่าตัวเองเป็นเบาหวาน ทันทีที่ผลตรวจออกมาปุ๊บแม่เราก็รีบบอกแต่ทางหมอต่างหากที่ไม่ได้มีการรักษาที่ผิดแปลก เพิ่มเติมไปจากเดิมเลย แถมยังไม่โคกับหมอที่รักษาเบาหวานเสียอีก....

เท่านี้ยังไม่พอ วันเดียวกัน แม่ไปหาหมอเบาหวาน ก็มีการคุยกันเรื่องอาหารที่แม่จะกินได้ ถามไปถามมา หมอก็ว่าแบบรำคาญๆว่า "คุณจะต่อรองอะไรอีก ถ้าคุณถามแบบนี้ผมต้องตอบคุณร้อยคำถาม ผมบอกว่าข้าวกินไม่ได้ ให้กินแต่ถั่ว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เข้าใจมั้ย ผลไม้ห้ามกินทุกชนิด ให้กินของที่มีกาก บลาๆๆ..." แม่เราก็สะอึกสิ บอกหมอไปว่า "คุณหมอ ดิฉันไม่ได้จะมาต่อรองอะไรเลยนะคะ ดิฉันแค่อยากทราบว่าจะกินอะไรได้บ้าง คนเรามันต้องดำเนินชีวิตต่อไป บางทีมันก็ต้องให้รางวัลกับชีวิตบ้างไม่งั้นก็คงอยู่ไม่ได้" แต่หมอก็พูดทำนองว่า เป็นโรคแบบนี้ นิ้วก็ยังเจ็บ อย่ามาต่อรองมาก กินอะไรได้ก็กินไปเท่านั้นแหละ เอาว่าพูดจาฟังดูไม่ค่อยดีก็แล้วกัน พอเจอแบบนี้ในวันเดียว แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่ดีแล้ว ประกอบกับวันนั้นแม่กลับออฟฟิส ได้คุยกับน้องสาวที่เป็นเบาหวานมาสิบกว่าปี เล่าอาการที่เกิดขึ้นให้ฟัง น้าเราเขาก็เป็นห่วงบอกว่า มันฟังดูไม่ค่อยดีนะ เปลี่ยนหมอเถอะ เพราะแผลที่นิ้วมันชักจะเรื้อรังไปกันใหญ่แล้ว ประกอบกับพ่อเราเซ้าซี้ให้ไปรักษาที่รพ.รามคำแหง ซึ่งเพื่อนพ่อที่เป็นอาจารย์หมอก็แนะนำหมอเฉพาะทางเบาหวานที่นั้นให้ด้วย แม่เราก็เลยตัดสินใจว่า จะรักษาเบาหวาน เพราะคิดเอาว่า ที่แผลไม่หายก็เพราะน้ำตาลไม่ลง ถ้าน้ำตาลไม่ลงแผลก็ยังเรื้อรังต่อไป แล้วก็คงไม่หายแน่ๆ ก็เลยตัดสินใจว่า ถ้าต้องแอดมิดก็ต้องทำ เพราะไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว...

เช้าวันที่ 17 พ.ย. แม่เราเก็บข้าวของที่จำเป็น ไปรพ.รามคำแหงกับพ่อทันที ตรงเข้าไปหาหมอรักษาเบาหวานก่อนเลย สิ่งที่พบก็โรคเบาหวานที่แม่เป็นไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด หมอบอกว่าอีกสองอาทิตย์ค่อยมาหาก็ได้ ไม่ต้องห่วง อาหารก็กินได้ปกติ แค่ต้องระวังของหวานบางอย่างเท่านั้น แต่ผลไม้ก็กินได้ พอฟังอย่างนี้ไอ้ที่กังวลจนทำเอาแม่เราโทรมเป็นอาทิตย์มันก็หายไปเหมือนยกภูเขาออกจากอก โอเคจบเรื่องเบาหวานไป หมอก็จะขอดูแผลที่นิ้ว แต่พอกำลังจะแตะแม่เราก็ทำท่าเจ็บหมอเลยหยุดแล้วโทรเรียกหมอที่ดูแลทางด้านศัลยกรรมมาดูแทน ทันทีที่เปิดแผล หมอก็อึ้งแล้วก็ไม่แตะแผลแม่เราอีกเลย แต่ยกหูคุยกับหมอที่รักษาเบาหวานแล้วพูดว่า "แผลนี่เอาไว้ไม่ได้แล้ว ต้องผ่าตัดเลย" ก็ลักษณะแผลแม่เราน่ะ มันรุนแรงกว่าที่คิดไว้น่ะสิ พยาบาลบอกว่าเสียวไส้ แถมยังบอกว่าหนองเริ่มมีกลิ่นแล้ว สภาพก็อย่างที่บอก เหวอะๆ หนองเพียบ ค่อนข้างรุนแรง แม่เราก็เลยตัดสินใจที่จะผ่าตัดนิ้วทันทีแล้วก็แอดมิดที่รพ.เลยเพื่อจะได้อยู่ในความดูแลของหมอ เย็นวันนั้นเรากับน้องชายก็ไปเยี่ยมแม่ ท่าทางแม่สดใสขึ้นมาก อาจเพราะกำลังใจเรื่องโรคต่างๆที่เป็นมันดีขึ้น สิ่งที่หมอพูดไม่เลวร้ายเหมือนหมอที่แรกบอก แถมทั้งหมอทั้งพยาบาลยังดูแลอย่างดี หมอแต่ละแผนกก็มีการคุยกับ ลิงค์กันตลอด ทำให้แม่รู้สึกอุ่นใจกับการรักษาของที่นี่มาก

เช้าวันที่ 18 พ.ย. ตอนสายๆแม่ก็โทรเข้ามือถือน้องชายเรา บอกว่า วันนี้ได้พบหมอที่ผ่าตัดนิ้วแล้วเป็นครั้งแรกหลังจากที่ผ่าตัดเมื่อวาน หมอบอกว่า แผลค่อนข้างน่าเป็นห่วงเพราะมีการติดเชื้อรุนแรง หมอบอกว่าเสียดายมาช้าไปเพราะเชื้อกินลึกไปถึงกระดูกแล้ว แต่หมอก็ช่วยตัดเนื้อส่วนที่ติดเชื้อ แล้วก็ขูดตรงส่วนที่ติดกระดูกออกหมด ก็คงต้องดูอาการต่อไป หมอถามแม่ว่านี่แน่ใจเหรอว่าแค่ตัดเล็บ ไม่ใช่ถูกอะไรตำ แม่เราบอกว่าแน่ใจ หมอเลยบอกว่าเคสแบบแม่เรานี่ถือเป็น 1 ใน 1000 เลยที่อาการหนักขนาดนี้...

ตอนที่น้องเดินมาเล่าให้เราฟัง เราตัวชาเลย เลือดขึ้นหน้าด้วย เราโมโหกับคำว่า "มาช้าไป" แม่เราไม่ได้ไปช้า ไปรักษาเร็วด้วยซ้ำทันทีที่รู้ว่านิ้วบวม แต่การที่ไปรักษาแต่เนิ่นๆ ไปทำแผลทุกวัน กลับกลายเป็นการบ่ม เพาะให้แผลมันอักเสบ ติดเชื้อ แล้วก็เน่า... กว่าจะรู้ตัวแผลมันก็กินลึกถึงกระดูกแล้ว ตอนนี้สภาพแผลของแม่ก็คือ เนื้อนิ้วส่วนปลายนิ้วข้อแรกหายไปหมด เหลือแต่กระดูกกับเล็บเท่านั้นเอง ณ ตอนนี้หมอก็ยังไม่ได้ปิดแผลเพราะอยากดูให้แน่ใจว่าเชื้อหายหมดแล้ว ถึงจะดูอีกทีว่าจะเย็บปิดแผลเลยหรือเปล่า แต่ถึงจะหายนิ้วแม่เราก็คงไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะนะ

เราโกรธกับเรื่องที่เกิดกับแม่มาก เรามีความรู้สึกว่า มันผิดด้วยเหรอที่คนไข้เลือกรักษาที่รพ.นี้ถึงได้เป็นหนัก มันเป็นหน้าที่ของหมอที่จะรักษาดูแลคนไข้ไม่ใช่หรือ ไม่ใช่รักษาส่งๆ ถึงเวลาเห็นแผลดูท่าไม่ดีก็มาโทษคนไข้ซะอีก จากเรื่องเล็กๆ แผลจิ๊บๆปลายนิ้ว มันก็ลามไปจนถึงขั้นนี้ได้ เพียงเพราะแม่เราไปหาหมอ!! ถ้าหากหมอที่รพ.แรกรอบคอบสักนิด สังเกตสักหน่อยว่าแผลมันหายช้าผิดปกติ หรือพอรู้แล้วว่าแม่เราเป็นเบาหวาน ก็คุยกับหมอที่เชี่ยวชาญเบาหวานสักนิดถึงวิธีการรักษา แล้วก็ระวังให้มากกว่านี้ แต่นี่ไม่เลย สักแต่ว่าทำๆไปยังงั้น ทำจนนิ้วแม่เราเป็นแบบนี้ได้ ใครที่ไหนจะเชื่อ...

เราเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังกันเป็นอุทธาหรณ์ เผื่อว่าต่อไปนี้ ใครที่เกิดเหตุการณ์คล้ายๆแบบนี้ก็ขอให้ระวังกันไว้บ้าง ถ้าหมอไม่ช่วยดูแลเรา เราก็คงต้องดูแลตัวเองแล้ว หากเห็นการรักษาของหมอดูท่าไม่ดี เปลี่ยนรพ.เถอะ อย่าชะล่าใจปล่อยไว้ ถึงเวลาที่มันเป็นหนักขึ้นมาแล้วมันไม่คุ้มกันเลย...

ชื่อรพ.แรกเราขอไม่พิมพ์ในนี้ก็แล้วกัน แต่ใครที่ใกล้ชิดกับเรา ก็จะรู้ว่ารพ.แรกที่เราเล่าให้ฟังคือรพ.อะไร ถ้าหากใครสงสัยและอยากรู้ สอบถามหลังไมค์ได้ เราจะบอกว่าเป็นรพ.ไหน เตือนๆกันเอาไว้ ถึงจะเจ็บป่วยเล็กน้อยขนาดไหน เลือกได้อย่าไปรพ.นี้เลย เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และความสบายใจด้วยน่ะ สำหรับแม่เราก็คงอยู่รพ.ไปเรื่อยๆจนกว่านิ้วจะปลอดภัย เรื่องโรคอื่นๆ สุขภาพร่างกายสบายดีไม่ต้องเป็นห่วงนะ

ใครที่อ่านมาจนจบก็ต้องขอบคุณมากๆ แล้วก็อยากให้ระวังกันไว้ เรื่องสุขภาพร่างกายเป็นเรื่องสำคัญ อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆไป เพราะบางทีเรื่องเล็กๆน้อยๆนั่นล่ะที่จะกลายมาเป็นเรื่องใหญ่ในภายหลัง...

เป็นเรื่องปลายนิ้วที่ไม่ใช่แค่ปลายนิ้วจริงๆ...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เสียใจกับคุณแม่ด้วยนะครับ
นิ้วเลยไม่สวยเหมือนก่อนเลย...

จริงๆ แล้วเข้าโรงพยาบาลต้องระวังหมออ่อนหัดครับ
เพราะบางทีเจอหมอเวรที่เพิ่งจะจบมาทำ
ประสบการณ์น้อย แถมหยิ่งอีกต่างหาก
ทำนองโง่แล้วอวดฉลาดน่ะครับ...

ถือว่าเป็นคราวเคราะห์นะครับ
ต่อไปก็ระวังให้ดี ขอให้คุณแม่หายเป็นปกติเร็ววันนะครับ

#1 By โก๋สิจ๊ะ on 2005-11-19 19:29

อยากพูดมากๆว่า หมอเฮงซวย ร.พไม่ได้เรื่อง เจอแบบนี้น่าจะฟ้องร้องซะให้เข็ด แต่นี่เมืองไทย เขาคงเห็นเป็นเรื่องนิดๆหน่อย ถ้าเป็เมืองนอก เขาร้องขอค่าเสียหายได้เป็นล้าน ..ว่าแต่นี่เรียนจบแพทย์ไหมเนี่ย แย่จริงๆ โกรธแทนพี่ แหง่ๆๆๆๆๆๆๆ

#2 By taki on 2005-11-19 21:29

โห อ่านแล้วเครียดเลย มีเรื่องเฮงซวยขนาดนี้อยู่ด้วยอ่ะ
มันจบเป็นหมอได้ยังไง ไม่มีจรรยาบรรณสุดๆ ทั้ง รพ ทั้งหมอเลย

รู้สึกเหมือนไม่มีความปลอดภัยอยู่บนโลกเลย ในโรงพยาบาลแท้ๆ ก่ะอีแค่เล็บขบเนี่ย ไม่มีปัญญารักษาให้มันหายเลยเหรอ เหมือนเด็กมาเล่นเป็นหมอเลย

ขอให้คุณแม่หายเร็วๆนะคะ
ขอบคุณที่เอามาเล่าเป็นอุทาหรณ์ด้วยค่ะ

#3 By [ s h a k e ] on 2005-11-19 22:44

อืม รู้เรื่องมาตลอดตั้งแต่แรก ฟังแล้วก็ตกใจเหมือนกันว่าทำไมเป็นได้ขนาดนี้ โรงพยาบาลแรกนี่ก็ไม่น่าจะรักษาได้แย่อย่างนี้ ทั้งที่เค้าก็มีชื่อเสียง หากันอยู่บ่อยๆไม่นึกว่าแผนกที่ทำแผลเค้าจะรุนแรงกะไม่มีการโคกันที่ดี จากเรื่องเล็กเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่..

แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ยังตรวจพบก่อนว่าเป็นเบาหวาน ถ้าไม่ตรวจแล้วยังรักษาแบบไม่รู้ต่อไปจะอันตรายมากกว่านี้นะคะ
ถึงนิ้วอาจจะไม่สวยเท่าเดิม แต่ก็ไม่ถึงขนาดต้องไปตัดเติดหมดทั้งนิ้วก็นับว่าบุญรักษาค่ะ ขอให้คุณแม่พี่หายเร็วๆนะคะ
เห็นด้วยนะ ที่ว่าเรื่องเล็กๆบางทีเราต้องใส่ใจนะคะ อย่าปล่อยปละละเลย ปุ๊กเจอมาเต็มๆ แค่เป็นไข้สุดท้ายไปลงที่เจาะปอดเพราะ...อะไรก็รู้ๆกันอยู่ ก็เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดเหมือนกัน
ระวังตัวกันด้วยนะคะทุกคน รักษาสุขภาพนะ

#4 By nuinthelewen on 2005-11-19 23:34

ขอให้คุณแม่พี่หนิงหายเร็วๆนะคะ
หลังจากนี้คงต้องรักษาตัว เรื่องอาหารการกินดีๆ นะฮะ
เรื่องนิ้วขอให้ผ่าตัดแล้วหายเร็วๆนะพี่ อือ .. รพ ไม่น่าชุ่ยเลยมีชื่ออกขนาดนั้น

#5 By คุณเต่า ★ on 2005-11-20 08:20

ค่อยยังชั่วที่เปลี่ยนหมอแล้ว เห็นพี่เครียดมาหลายวันแล้ว

ยังไงก็ขอให้แม่พี่หายเร็วๆ รักษาสุขภาพเน้อ ดูแลแม่ดีๆนะพี่นะ

แต่เดี๋ยวนี้แค่นิ้วอักเสบก็ต้องเชคกันสองสามโรงบาลแล้วเหรอเนี่ย

#6 By tapum on 2005-11-20 11:46

รพ.อะไรเนี่ย =[]=!!!!!!!!!!!
อยู่ใกล้บ้านซะด้วย พอบอกชื่อหลังไมค์ได้มั๊ยเคอะ

ไม่ไหวจิงๆนะเนี่ย ยังไงก็ขอให้คุณแม่หายไวๆ ด้วยค่ะ
น่ากลัวอ่า

#8 By i a m n e e * on 2005-11-23 15:07

คล้ายๆเรื่องของเพื่อนเลย แต่ของเพื่อนเป็นน้องหมาที่เค้าเลี้ยงไว้
ตอนแรกน้องหมาแค่ท้องเสียธรรมดา พาไปหาหมอที่โรงพยาบาล(ไม่บอกละกันนะว่าที่ไหน) หมอแย่มากๆไม่สนใจเลย รักษาแบบส่งๆ จนกระทั่งหมอเวรคนต่อไปมา คนนี้ดีมากๆ แต่สุดท้ายก็ช้าเกินไป น้องหมาของเพื่อนก็ตาย ทั้งๆที่ถ้ารีบรักษาแต่แรกก็คงรอดแล้วแท้ๆ ทั้งๆที่ไปโรงพยาบาลเร็วแล้วแท้ๆ
นี่แหละหนา ประเทศไทย...เฮ่อ...

#9 By kuwa[R]i... on 2005-11-27 13:35