โดน Tag กับเค้ามั่งแล้ววววว
posted on 07 Jan 2007 02:14 by insilence in Life-Tagอะไรคือ blog-tag ? ว่ากันง่ายๆก็คือ คล้ายๆจดหมายลูกโซ่ฮาๆประเภทหนึ่ง ที่ใครโดนเข้าไปต้องบอกเรื่องเกี่ยวกันตัวเองที่คนไม่ค่อยรู้มา5ข้อ และโยนต่อไปให้อีก5ด้วย
ร่างมานาน อัพกันดึกๆแบบนี้แหละ ข้างบนนั่นก๊อบมาจากของผึ้งเลยแล้วกัน จริงๆได้รับโยนจากผึ้งก่อนคนแรก จากนั้นก็ออม แล้วก็ล่าสุดคือพี่เอ๋นั่นเอง ในเมื่อมีเสียงเรียกร้องขนาดนี้ เราก็จะสนองล่ะนะ นั่งนึกอยู่นานเลยนะเนี่ยว่าจะเล่าอะไรดี ค่อยๆเรียบเรียงทีละเรื่องละกัน...
1. นามแฝงนี้ท่านได้แต่ใดมา?
- จริงๆข้อนี้คนที่รู้จักเรามาตั้งแต่สมัย J-Rock คงจะรู้กันหมดแล้วแหละ แต่เราถือว่าตอบเผื่อๆคนที่ไม่รู้ด้วยก็แล้วกันเนาะ
แรกเริ่มเดิมที สมัยอยู่ปี 1 เราใช้ชื่อ Amethyst ตามบอร์ดต่างๆหรือในโปรแกรม Chat ถามว่าทำไมถึงใช้ชื่อนี้ ก็เพราะช่วงนั้นเรากำลังบ้า X-Japan มากๆ พีคสุดๆ แล้ว Amethyst ก็เป็นหนึ่งในชื่อเพลง (บรรเลง) ที่ Yoshiki หัวหน้าวง X-Japan เป็นคนแต่ง ก็เป็นหนึ่งในเพลงที่ชอบ แถม Amethyst ยังเป็นชื่อหินสีชนิดหนึ่งที่มีสีม่วง ซึ่งก็เป็นสีที่เราชอบมาก ไปๆมาๆเลยใช้ชื่อนี้เป็นชื่อแทนตัวเอง บางทีเวลาคุยกับเพื่อนต่างประเทศ ก็มีบางคนที่เรียกเราย่อๆว่า Ame หรือ Ame-chan กลายเป็นชื่อญี่ปุ่นไปซะงั้น 555
ต่อมา สมัยที่สิงอยู่ห้อง #J-Rock ใน IRC ช่วงนั้นก็กำลังพีค LUNA SEA วง J-Rock ที่ดังสุดๆในยุคนั้นเช่นกัน (พีคขนาดที่บินไปดูคอนเสิร์ตวงนี้ที่ยุ่นมาแล้วสองครั้ง) เรื่องของเรื่องคือ ช่วงนั้นเราทำเว็บ ไม่ค่อยอยากจะคุยว่าเว็บของเราก็ดังพอตัวอยู่ ตอนนั้นเป็นอารมณ์ว่า ไม่อยากให้คนจำได้ว่าเป็นเจ้าของเว็บนั้น (โรคจิตป่าวฟะตู) ก็เลยอยากหาชื่อใหม่ที่ใช้คุยในห้อง Chat ประกอบกับหาชื่อมาสมัคร Hotmail ด้วย คิดไปคิดมา หัวแทบแตกเพราะชื่อเพลงต่างๆมันมักจะซ้ำหมดเลย ไปๆมาๆ ลงตัวที่ชื่อ InSilence เพราะก็เป็นหนึ่งในเพลงของ LUNA SEA ที่ชอบแถมยังมีความหมายแอบลิงค์ๆกับตัวเราตรงที่ เราเป็นคนเงียบๆ ชอบอยู่สงบๆ เลยคิดว่าชื่อนี้เข้ากับตัวเองดี เลยใช้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้จ้ะ
อ้อ จริงๆชื่อเพลงมันจะเขียน In Silence แบบนี้ แต่ชื่อเราจะเขียนติดกัน แล้วให้ตัว I กับ ตัว S เป็นตัวอักษรใหญ่ บอกไว้เพราะหลายคนจะพิมพ์เป็นตัวเล็กหมด ไม่ก็เว้นวรรค เห็นแล้วมันเหมือนไม่ใช่ชื่อตัวเองอ่ะ ^^;;
2. เข้าสู่หนทางสายวายได้อย่างไร?
- อันนี้คิดว่าไม่เคยเล่ามั้ง ก่อนหน้าเข้ามหาลัย เราไม่เคยรู้เลยว่ามันมีเส้นทางนี้อยู่ในโลกด้วย ใสซื่อบริสุทธิ์มากๆ จวบจนได้มาเจอเพื่อนที่อยู่โต๊ะเดียวกันที่คณะสินสาด มธ. มันชื่อฟลุ้ค ฟลุ้คมาจากสตรีวิทย์ (ที่ราชดำเนิน) ที่นั่นเห็นว่ามีกลุ่มที่ชอบ X ตั้งกันอยู่ก่อนแล้ว แล้วก็มีการเผยแพร่พวกฟิก หรือข้อมูลอะไรต่างๆกันอยู่ ฟลุ้คนี่แหละที่เป็นคนเริ่มเอาพวกฟิค J-Rock มาให้อ่านโดยเริ่มจากของวง X-Japan ที่เราพีคอยู่ตอนปี 1 นั่นแล ทีแรกที่ได้อ่าน ไม่อยากบอกเลยว่า เราคิดจริงจังเลยนะว่าพวกนี้มันเป็นอย่างนี้กันจริงๆอ่ะ (อายจัง) ก็คนมันไม่รู้นี่นา มาได้อ่านอะไรแบบนั้นเป็นเรื่องเป็นราว มันก็คิดดิ แถมเหมือนเพื่อนอำๆอีกว่า เนี่ยมันเป็นจริงๆนะ งั้นงี้ๆ ก็เชื่อไป หลังๆถึงได้พอเข้าใจว่า อ๋อ มันคือการ "จิ้น" นั่นเอง หลังจากนั้นก็ติดใจ เดินในถนนสายนี้ไม่ยอมกลับออกไปอีกเลย 5555
3. Cosplay ครั้งแรก?
- แน่นอน ไม่ใช่การ์ตูน แต่เป็น J-Rock ฮ่ะ ตอนนั้นมีงาน Cover J-Rock ครั้งแรกๆของเมืองไทยเลย ชื่องาน Psycho Mirage ที่มีโต้โผคือพี่บ๋อม วง Marmalade (ปัจจุบันเป็นมือกลองวง Potato) คราวนั้นเรากับเพื่อนๆไปช่วยงานเป็น Staff ให้พี่บ๋อม ทีนี้ ไปช่วยงานอย่างเดียวมันก็จะจืด งานนั้นเป็นงานที่พยายามบิวท์ให้คนแต่งคอสเพลย์มาร่วมงานกันเพื่อสร้างสีสันด้วย ทีนี้เราก็กลัวงานมันจะแบบกร่อยๆ ไหนๆก็ไหนๆ Staff ก็คอสเองแมร่งเลยแล้วกัน ก็เลยคิดๆกันว่าจะคอสอะไรดี พิธีกรคอสเป็นฮิซาชิวงเกลย์ ส่วนทางภาคพื้นดิน (Staff) เราคอสเป็น Inoran จากวง LUNA SEA นั่นเอง มีโอ๊ต คอสเป็น Sugizo ส่วนกิ้งเป็นชินยะ (เนียนๆ) มีพี่โอคอสเป็นเทรุ ด้วย
งานนั้นจะบอกว่าเราโคตรทุ่มทุนสร้าง ก่อนหน้าที่จะคอส เราผมยาวมากกกกกกกกกกก ใครเคยเจอเราช่วงนั้นคงจำได้ ผมยาวถึงก้น โคตรสยองตัวเอง (เดี๋ยวจะเล่าอะไรเกี่ยวกับผมต่อในอีกข้อ) แต่ตอนนั้นจะคอส พอดีหาโอกาสตัดผมอยู่แล้วด้วย เลยตัดสินใจตัดผมซะเลย จากยาวๆ สั้นเหลือเรี่ยบ่า ซอยทั้งหัว โกรกสีน้ำตาล ทำไฮไลท์ทอง เปลี่ยนลุคกันแบบสุดตรีน ส่วนชุดก็เดินๆหาแถวพาหุรัดนั่นแหละ เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ไปเดินหาชุดคอสแถวนั้น เครื่องประดับไปหาแถวจตุจักร ประกอบร่างออกมากลายเป็น Inoran งานนั้นมันส์มากเพราะเป็น Staff ไปด้วย คอสไปด้วย จำได้แม่น งานนั้นวง Clash ยังชื่อ LUCIFER Cover LUNA SEA อยู่ แล้วคอสด้วย พล ยังใส่กางเกงเจาะรูโชว์ต้นขาอยู่เล้ย (จะระลึกถึงทำไมหว่า...)
งานนั้นเป็นช่วงปิดเทอม เปิดเทอมไป เพื่อนๆและอ.ที่มหาลัยต่างพากันอึ้ง เพราะเราเปลี่ยนลุคซะมากมาย และหลังจากนั้นเราก็ตัดผมทรงประมาณนั้นมาตลอดเพราะแม่ชอบ 555
4. สมัยก่อนไว้ผมยาวทำไม แล้วตัดทำไม?
- สมัยปี 1 ปี 2 เราไว้ผมยาวมากๆๆๆ ยาวถึงตูดอ่ะว่ากันง่ายๆ ไม่ทำหน้าม้าอะไรทั้งนั้น ช่วงนั้นนี่ทรมานน่าดู ดูแลผม สระผมทีโคตรลำบาก เพราะผมเราหนาด้วย เวลาสระทีต้องแบ่งผมสระ ปลายก่อน กลางๆ แล้วก็โคนผม กว่าจะสระเสร็จเมื่อยมือ แถมเปลืองแชมพูสระผมอีกต่างหาก ผมเจ้ากรรมก็ร่วงเยอะซะเหลือเกิน เยอะจนคิดว่านี่มันน่าจะหัวโล้นได้แล้วนะ ทำไมยังหนาอยู่ฟะ!? แต่ก็ทนมาเรื่อยเพราะความเคยชิน คือที่ไว้ไม่ใช่ไรหรอก อยากทดสอบดูว่า ผมคนเราจะยาวได้ถึงไหนถ้าไม่ตัด แบบเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นสมัยเฮอัน ที่เค้าไว้ยาวๆ เวลานอนต้องเอาผมไว้ในกล่องที่เหนือหมอน ก็เลยอยากลองดู แค่นั้นแหละ แต่ทีนี้มันก็ลำบากไง แถมมีเหตุการณ์นึงที่เจอแล้วทำให้รู้สึกอยากตัดผมชะมัด
ตอนเรียนมธ.ที่ท่าพระจันทร์ เราจะเดินออกทางประตูท่าพระจันทร์ไปป้ายรถเมย์ที่ท่าช้าง ขึ้นสาย 44 กลับบ้าน ทีนี้มีอยู่วันนึงระหว่างทางตอนที่เดินๆอยู่ เราก็เดินสวนกับกลุ่มผู้ชายกลุ่มนึง ทีนี้ระหว่างที่สวนกัน แขนผู้ชายคนนั้นมาเบียดเราโดนผมเรา จริงๆมันก็ไม่น่าจะมีอะไรมาก ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ทำท่าสะดุ้ง แล้วอุทานว่า "เฮ้ย! อะไรวะ!?" พอหันมาเห็นว่าเป็นผมเราก็ทำท่าเหมือนแบบ อ้าว ผมเรอะ สยองชะมัด อะไรแบบนั้น โห ณ วินาทีนั้นโคตรรู้สึกแย่ เสีย self แบบไม่เคยคิดว่าผมตัวเองจะสยองขวัญวันศุกร์ได้ขนาดนั้น ความรู้สึกอยากตัดผมสั้นมันเลยทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ จนตัดสินใจตัดเพื่อคอสครั้งแรกนั่นแล (edit เพิ่ม) เพิ่งนึกออก ลืมไปว่าตอนเราตัดผม เราให้ช่างเค้าตัดหางม้ายาวๆเก็บไว้เลยเพราะความเสียดายที่ไว้มานาน แล้วแม่ก็เอาหางม้านั่นไปให้ร้านวิกแถวประตูน้ำทำเป็นหางม้าสำเร็จรูป เอาไว้ติดเล่นได้ ยังเก็บไว้จนทุกวันนี้
5. อุบัติเหตุที่คิดว่าน่ากลัวที่สุดในชีวิต?
- จริงๆจะเรียกว่าอุบัติเหตุมั้ยเหรอ มันเหมือนความซุ่มซ่ามของตัวเองมากกว่า ตอนเด็กๆ มีช่วงที่ปิดเทอมอยู่กับบ้านแล้วเราจะทำอะไรกินตอนกลางวัน ช่วงนั้น มันมีก๋วยจั๊บสำเร็จรูปที่ทำเหมือนพวกบะหมี่สำเร็จรูป แต่นี่เป็นก๋วยจั๊บ ยี่ห้อโคคามั้งนะ ไอ้เจ้าก๋วยจั๊บเนี่ยมันมีวิธีทำไม่เหมือนกับบะหมี่บ้านๆทั่วไป มันจะต้องผ่านการต้มด้วยน้ำร้อนเดือดๆๆๆๆ เดือดโคตรๆ ไม่งั้นเส้นมันจะไม่นิ่ม ตอนนั้นก็เก่งไง เอาหม้อตั้งเตาต้มน้ำซะเดือดพล่าน ตอนยกลงมาจะวางกับโต๊ะนี่แหละมันเกิดผิดพลาดทางเทคนิคอะไรจำไม่ได้แล้ว หม้อมันหล่น สัญชาติญาณเราก็ดีจัด ตอบโต้โดยการเอามือไปรองรับหม้อน้ำร้อนๆซะงั้น ผลล่ะ? น้ำร้อนก็ราดลงมือทั้งสองข้างเต็มๆสิคะ ตอนนั้นฉลาด(น้อย) อีก ไม่รู้ยังไง วิ่งเอามือไปล้างน้ำเย็นทันที นัยว่ามันสกปรกมั้ง สักพักล่ะได้เรื่อง เริ่มปวดแสบปวดร้อนเลย แบบว่าผิวที่มือคงเกือบสุก พี่เลี้ยงแสนดีวิ่งไปเอายาสีฟันมาทามือเรา เป็นการปฐมพยาบาลก่อน (ภายหลังได้ยินว่า ทั้งการล้างมือด้วยน้ำเย็น กับการใช้ยาสีฟัน เป็นวิธีที่ผิด...) จากนั้นก็รอรถจะไปหาหมอมั้ง แต่ไม่รู้ไปไงมาไง ก็ไม่ได้ไปหา แต่เอาเบตาดีนมาทามือเฉยๆ
หลังจากนั้นแผลมันก็เริ่มปูดเป็นลูกโป่งน้ำใสๆ แต่เราไม่กล้าเจาะ กลัวเจ็บ แม่ต้องอาศัยตอนเราหลับแอบย่องมาเจาะ ตื่นเช้ามา อ้าว ลูกโป่งแตกแย้ว... (เสียดายเล็กๆ) หลังจากนั้นแม่ก็พาไปโรงพยาบาลมั้งนะ ทำแผล วิธีการก็คือ ลอกหนังออกแล้วล้างทำความสะอาด ตอนนั้นแหละได้เห็นผิวที่มือตัวเองขาวจั๊วเลย แอบดีใจ กรูก็ขาวได้เว้ย!! (น่าภูมิใจตรงไหน...??) แล้วก็โดนพันผ้าพันแผลไว้ทั้งสองมือ เป็นเดชไอ้ด้วนไปพักนึง ทำอะไรไม่ได้ เหมือนง่อยแด๊ก กว่าจะหาย ทรมานไปพักใหญ่เลยล่ะ ช่วงนั้นต้องไปทำแผลทุกวันมั้งนะ ก็จะโดนเงี้ย ลอกผิวล้าง พันแผล จนกว่าจะหาย จนบัดนี้ที่มือยังมีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่นิดหน่อย แต่ก็เกือบหายไปหมดแล้ว ยังพอเป็นข้อเตือนใจไว้ว่า น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย... (ไม่ใช่ละ...
)
(edit เพิ่ม)
6. เคยมีแผลเย็บที่หน้า 3 เข็ม?
พอดีเพิ่งนึกขึ้นได้ อยากเล่าเลยมาเติมเป็นข้อ 6 (ชอบจั๊ง ประจานตัวเอง) รู้มั้ยว่าเราเคยผ่าแล้วเย็บที่หน้าตั้ง 3 เข็มแน่ะ! ดูไม่ออกกันล่ะซี้ อิอิ เราเป็นคนสิวเยอะ มีได้ตลอดเวลา ตอนนั้นเป็นช่วงม.ปลาย เป็นสิวเม็ดใหญ่ที่หน้า เป็นแล้วก็ชอบบีบ แกะ แงะไปตามเรื่อง ทีนี้มันดันมีเม็ดนึงที่ที่หายแล้วมันแข็งเป็นไตๆ แรกๆก็เล็กๆหรอกนะ สักพักมันก็เหมือนใหญ่ขึ้น เหมือนมีเม็ดมะขามฝังในหน้าเลย ก็ปล่อยไว้เรื่อยๆเพราะบีบไม่หาย แต่มันไม่เจ็บนะ ก็อยู่นานจนเข้ามหาลัย มีทีนึงแม่เคยมาบีบให้มันก็เหมือนเป็นหนองฝังใน นึกว่าจะหายแล้วแต่มันก็ยังเป็นไตๆอยู่ จนทนไม่ไหว แม่พาไปหาหมอที่รพ.เมโย สรุปมันคือก้อนไขมันที่อุดตันอยู่หาทางออกไม่ได้ หมอเลยช่วยหาทางออกให้โดยการ "ผ่า" ที่หน้าเราเลย หาปุ๊บ ผ่าทันที หมอฉีดยาชารอบเม็ดเลย เจ็บมากตอนนั้น พอเริ่มจะชาก็โดนผ่าๆ กรีดๆๆ ตอนนั้นยังเจ็บอยู่เลย น้ำตาไหลพราก ออกมาเป็นก้อนไขมันมีขาวๆ สยองดี หมอก็เย็บที่หน้าราว 3 เข็ม ตอนนั้นกลัวมากว่าจะเป็นแผลเป็น แต่กำชับหมอแต่แรกแล้วว่าให้เย็บดีๆเพราะมันเป็นที่แก้มเลย กลัวจะเห็นชัดน่าเกลียด สุดท้าย แผลมันก็หาย จนตอนนี้มองไม่เห็นแล้ว ไม่บอกก็คงไม่มีใครรู้ว่าเคยเย็บที่หน้าด้วยล่ะ

โฮกกกกกกกก เสร็จแล้ววววววววววววววว หลังจากนึกอยู่นาน ก็คัดเลือก 5 อันดับท้อปที่อยากเล่ามาจนได้ เราว่าหลายคนอาจจะรู้บางข้อแล้ว แต่ก็ทำเป็นลืมๆไปละกันเนาะ แหะๆ บางเรื่องพิมพ์ๆไปข้อนึง ถึงนึกได้อีกข้อ ซะอย่างนั้น แต่ก็สนุกดี นั่งระลึกชาติ ว่าเราเคยมีอะไรแบบนี้ในชีวิตเหมือนกันแฮะ
เอาล่ะ ว่าแล้วก็ขอมอบตำแหน่ง blog-tag ให้กับบุคคลดังมีรายนามต่อไปนี้...
1. Nuinthelewen : ปุ๊ก ผู้รีเควสด้วยตัวเองว่าอยากได้รับตำแหน่งนี้ พี่มอบให้แล้วนะจ๊ะ อิอิ
2. Kafka : พีซซี่ ผู้มีเรื่องราวลี้ลับให้น่าค้นหามากมาย :P
3. Tanok : ป๋าของพวกเรา ต้องมีเรื่องอะไรน่าสนใจแน่ๆ!
4. Sani : ไม่รู้มีคนโยนให้เล็กหรือยังแต่พี่ยังไม่เห็น อยากอ่านเรื่องของเล็กมั่งนะ ![]()
5. Whitewingzero : คนกันเองนี่แหละ คนเราต้องมีสักเรื่องสองเรื่องล่ะน่าที่ยังไม่เคยเล่า พี่จะรออ่านนะ ^^
ขอให้ทุกท่านโชคดี...
edit @ 2007/01/07 15:44:53
เป็นเหตุผการไว้ผมยาวที่น่ารักที่สุดในโลก


โห่ย อุตส่าห์หลบรอดทุกคนมาได้แล้วน๊า
#1 By カフカ on 2007-01-07 02:17