Trip-Food

Japan Trip 2005 The Report [Part #1]

posted on 18 Aug 2005 17:11 by insilence  in Trip-Food

ในที่สุดก็มีเวลามาอัพเสียที... หลังจากพวกเราไปตะลอนทัวร์ที่แดนซากุระ (แต่ไม่เห็นซากุระเลยสักกลีบ...) เพิ่งกลับมาเมื่อคืนวันที่ 14 นี่เองในสภาพที่ต้องเรียกว่า "ลากสังขารกลับบ้าน" ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เดี๋ยวเราจะ Report ให้ฟังเอง หุๆ

คำเตือน

Report นี้รูปแอบโหลดโหดนิ๊หน่อยนะ ใครเน็ทธรรมดาทำจาย...

Before taking off!!

มันเริ่มมาจากการคุยกันของพวกเราว่า อยากไปญี่ปุ่นด้วยกัน อยากไปกรี๊ดกับอะไรที่ยั่วกิเลสด้วยกัน แบบคนชอบแนวเดียวกันบ้าง จากการคุยกันไปคุยกันมา ประกอบกับช่วงนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการจัดงาน Expo ที่เรียกได้ว่านานน๊านจะจัดสักที มันเลยเป็นส่วนประกอบนึงที่ทำให้เรารู้สึกอยากจะไปกัน อีกอย่าง เราก็อยากไปแก้ตัวที่แดนซากุระด้วย เนื่องจากสองครั้งก่อนที่ไป เราไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนมากมาย กลับมาเจอคำถามของน้าสาวว่า "ได้ไป Disneyฯหรือยัง?" ทำเอาเราตอบไม่ถูกเลย ราวกับว่า Disneyฯ นี่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว ทุกครั้งที่โดนถาม เราก็จะหัวเราะแหะๆแล้วก็บอกว่า "ยังค่ะ..." ทำให้น้าสงสัยว่ามันไปทำอะไรหว่า?? (อย่าบอกเลย เดี๋ยวจะพาลถูกด่า เหอๆ)

หลังจากฝ่าฟันอุปสรรค์นานับประการ จนทำเอาช่วงนึงเราท้อจนเลิกคิดที่จะไป แต่ในที่สุด จากการไซโคของปุ๊ก ประกอบกับจังหวะที่มันพอเหมาะพอดี ทำให้เราตัดสินใจที่จะไปโดยการเทกระปุกลูกหมูที่สะสมเงินมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วซะหมดหน้าตัก (ตอนนี้อย่ามาแตะตัวนะ เดี๋ยวสลาย...) โดยสมาชิกที่ไปมีเรา ปุ๊ก และฝาแฝดอากิ กับโรว์ กว่าจะผ่านพิธีกรรม เอ๊ย พิธีการที่จะได้ไป ก็เล่นเอาเราเครียดไปเลย ก็รู้ๆอยู่ญี่ปุ่นวุ่นวายจะตาย ต้องเตรียมเอกสารนั่นนี่ กว่าจะได้ขอ Visa เรียกว่าเดินสายไหว้พระกันเพื่อการนี้เลย สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านมาได้ด้วยดีในเวลาที่เรียกว่าฉิวเฉียดเลยล่ะ

โปรแกรมที่เราวางไว้สำหรับ Trip นี้คือ เที่ยวทุกอย่างที่เราอยากจะเที่ยว (เท่าที่เวลาจะอำนวย) โดยหลักๆก็จะมี Disney Sea , Expo ที่ไอจิ นาโกย่า , งาน Comic Market ที่ Tokyo Big Sight และที่พลาดไม่ได้นั่นก็คือ Full Metal Alchemist ภาคหนังโรง!! (กว่าจะสำนึกได้ว่ามันฉายช่วงที่ไปพอดีก็ช่วงกำลังจะขอ Visa นั่นแหละ... ขอบคุณปอมที่ช่วยจองตั๋วหนังให้น๊า~)

เราจกเอาช่วงวันแม่เป็นนาทีทองที่จะแว่บไปกันโดยเริ่มออกเดินทางตั้งแต่คืนวันที่ 9 กลับวันที่ 14 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดีที่จะสามารถทำตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ได้ ไม่อยากบอกเลยว่า วันที่ 9 เราทำงานไปด้วยจิตใจที่ไม่อยู่นิ่ง มัวแต่นั่งมองนาฬิกา แทบจะนั่งนับถอยหลังเลยว่า จะเลิกงานรึยังๆๆ 5 โมงเป๊ง บรรยากาศข้างนอกเริ่มเป็นใจม๊ากมาก มืดมาเชียว... เรารีบกลับบ้านไปเตรียมของเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยก่อนอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปสนามบิน ไปรวมพลพรรคกันแล้วก็แวะไปเปลี่ยนมือถือสำหรับไปใช้ที่ญี่ปุ่นเสียหน่อยก่อนจะเข้าไปรอเวลาที่เครื่องจะออก

ทีแรกกะว่าจะหาอะไรกินกัน แต่เนื่องด้วยความล่าช้าหลายๆอย่าง ทำให้เราไม่มีเวลา จนแล้วจนรอดก็ต้องวิ่งขึ้นเครื่องกันทั้งที่ยังไม่ได้กินอาหารเย็นกันเลย แต่เราก็ยังมีความหวังว่าอาหารบนเครื่องต้องรอเราอยู่แน่ๆ...แต่แล้ว...ความฝันก็พังทลายเมื่อแอร์สาวสวยเอาขนมพายอะไรสักอย่างมาเสิร์ฟ...โอ...แม่เจ้า...นี่ฉันต้องประทังท้องอันหิวโหยด้วยพายอันแค่เนี้ย?? แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย กินๆๆๆ แล้วก็รีบข่มตานอนเพื่อเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่จะรออยู่ในวันต่อไป...

[วันแรก] 10 August>> Tokyo Disney Sea

หลังจากหลับๆตื่นๆบนเครื่องมาได้สักสองสามช.ม. เราก็ถูกปลุกด้วยกลิ่นของอะไรสักอย่างที่ค่อนข้างแรงมาก งัวเงียตื่นขึ้นมาเห็นพวกแอร์เดินกันควั่ก ประกอบกับกลิ่นที่โชยมาแล้วก็พอเดาๆได้ว่าเขากำลังจะให้อาหารเราแล้ว (ฟังเหมือนสัตว์ในสวนสัตว์เลยวุ้ย) เราก็รีบกุลีกุจอใส่คอนแทคเลนส์ เตรียมตัวกินเต็มที่ เมื่ออาหารมาตรงหน้าก็มีทึ่ง โอ้วว ช่างน่ากินอะไรอย่างนี้ แตกต่างจากอาหารของการบินไทยจริงๆ (อ้อ ลืมบอกไปเราไป JAL น่ะ ที่เก้าอี้หน้าที่นั่งทุกตัวมีจอส่วนตัวด้วยน๊า ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ได้ โอ้! มันเยี่ยมจริงๆเลยจอร์ช~) เมื่อโซ้ยอาหารตรงหน้าแล้วก็เตรียมตัวที่จะลุยกันต่อล่ะ

อาหารมื้อแรกบนเครื่อง เป็นข้าวต้มกุ้ง พร้อมด้วยเครื่องเคียงหลายอย่าง อา...ช่างเหมาะกับอากาศหนาวๆบนเครื่องจริงๆเล้ยยย

เครื่องถึงนาริตะประมาณเกือบๆ 7 โมงเช้า ณ เวลาท้องถิ่น (เวลาไทยก็คงสักตี 5) อากาศอบอ้าวกับฟ้าครึ้มๆที่นั่นทำเอาเรายังไม่ค่อยจะอยากเชื่อว่านี่พวกเราได้มาเหยียบญี่ปุ่นแน่รึเปล่า? แต่ก็ได้งงๆกันอยู่ไม่นานพวกเราต้องรีบเดินตามฝูงชนออกไปตามทางเดิน เพื่อไปขึ้นรถไฟที่จะเชื่อมไปอีกตึกนึง ตอนที่เดินๆอยู่ ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อตัวเองเลยว่า "นี่เรามาถึงญี่ปุ่นแล้วเรอะ??" มันเหมือนทุกอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเป็นไปได้ แต่เราก็มาแล้วล่ะนะ จุดหมายแรกที่ต้องเจอก็คือ Emigraiton หรือที่เรียกภาษาไทยว่า ต.ม. (ด่านตรวจคนเข้าเมือง) ถึงแม้คุณจะมี Visa ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าประเทศพี่ยุ่นได้ง่ายๆนะจ๊ะ ถ้ามีอะไรตุกติกนิดหน่อยก็โดนกักตัวได้ง่ายๆ (เราเคยมาแล้วเมื่อคราวไปญี่ปุ่นครั้งแรก แต่ก็ผ่านมาได้ ชิวๆ~) จากที่เราเครียดๆกันปรากฏทุกอย่างง่ายดาย ผ่านตลอด เมื่อทุกคนผ่านออกมาแล้วก็โล่งอก จากนั้นก็รีบหนีออกไปจากตรงนั้นเพราะกลัวมันจะเรียกเข้าไปใหม่...

กำลังขนกระเป๋ากันใหญ่ เป็นบรรยากาศวุ่นๆที่สนามบินนาริตะ สถานที่แรกในญี่ปุ่นที่พวกเราได้มาเหยียบ

ออกมาสอยกระเป๋ากันก่อนที่จะเดินไปจองรอบลีมูซีนบัส ปรากฏได้รอบ 8.30 ช้ากว่าที่คิด ทำให้กว่าจะไปถึงโรงแรมล่าช้ากว่าที่กะไว้นิดหน่อย ใช้เวลาเกือบ 2 ชม.เราก็ไปถึงโรงแรม Sunshin City Prince ที่ตั้งอยู่ย่านอิเคะบุคุโระ (池袋) เนื่องจากเวลาเช็คอินมันเป็นตอนบ่ายสอง เราจึงต้องฝากกระเป๋าไว้ที่ล้อบบี้ ระหว่างที่รอแนนเพื่อนกิกับโรว์ที่จะมาสมทบเราก็วิ่งไปร้าน Animate ซึ่งอยู่หลังโรงแรมสอย Catalog Comic Market มาซะก่อนเลย (ไม่อยากจะบอกว่าหนักมากกกกกกกกกก เราเลยต้องโยนทิ้งไว้ที่โรงแรม) เมื่อมากันพร้อมหน้าแล้วก็ไป Disney กันเล้ยย!!

มือถือโนเกียที่เราต้องเอาไปใช้ที่ญี่ปุ่น หลังจากใช้อยู่ประมาณ 5 วันก็กลับมาควงน้อง K750i เหมือนเดิม

ซุ้มขายของฮางะเร็นกับเจปังโอนลี่ที่อยู่ในห้างที่สามารถเดินเชื่อมจากโรงแรมมาได้เลย เดินผ่านตอนเพิ่งไปถึงโรงแรมก็มาโฮกกับที่นี่เป็นที่แรกเลย

อีกมุมที่โชว์ Stand โปรโมทฮางะเร็นมูวี่ อา...เดี๋ยวเจอกัน!

เดินทะลุห้างหลังโรงแรม โผล่มาเจอ Animate ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า!

ถัดจาก Animate เรียงรายไปด้วยบรรดาร้านแนวเราๆอย่าง K-BOOKS , Character Queen แล้วก็ Mandarake เป็นทำเลที่สุดยอดมากๆ!! >_<

เราเดินไปสถานีอิเคะฯ ขึ้นรถไฟสายยูราคุโจ (有楽町) ไปลงที่สถานีชินคิบะ (新木場) แล้วก็ต่ออีกสายเพื่อไปลงที่สถานีไมฮามะ (舞浜) เจอหุยเพื่อนมหาลัยของเราที่มาสมทบด้วยก่อนจะมุ่งหน้าสู่ Disney Sea เป้าหมายของเรา ตั๋วราคา 5,500 เยน ถือแพงถ้าเทียบกับบ้านเรา แต่ในด้านคุณภาพแล้วถือว่าสุดยอดดดดดดดดดดดดดด ตึกรามอะไรต่างๆทำได้ดีมากๆ สวย เข้าไปแล้วมีความรู้สึกเหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกนึงเลยล่ะ ถ้าไม่ติดว่าเรามีเวลาจำกัด ก็อยากจะเดิน นั่งๆ นอนๆ เพลินๆอยู่ในนั้นทั้งวันทั้งคืนเลย~

กำลังจะขึ้นรถไฟไปสถานีชินคิบะ ขนาดวันธรรมดาคนก็ยังเยอะ คงเพราะเป็นช่วงปิดเทอมหน้าร้อนด้วยละมั้งนะ

อันนี้เป็นเหมือนโมโนเรลที่วิ่งรอบ Disney สังเกตุหน้าต่างรถไฟ ทำเป็นรูปหูมิกกี้ น่ารักมากมายยยยยยย

ภายในรถไฟ ขนาดที่จับยังทำเป็นรูปหูมิกกี้ โอย ช่างคิดไปได้ ไอเดียคนเรา

รูปหมู เอ๊ย หมู่ของสมาชิกร่วมเดินทางไป Disney (ไม่มีตัวเองเพราะเป็นคนถ่าย...)

ถ่ายรวมกันหลังจากลงรถโมโนเรล (ได้มีรูปตัวเองกับเค้ามั่งแล้ว เย้~ )

ตั๋วและคู่มือ&แผนที่ ได้มาแล้วก็ไปลุยกันเล้ยยยยย!!!

ลูกโลกน้ำที่ต้อนรับพวกเราหลังจากเดินผ่านเกทไป

รูปปั้นโดนัลดั๊ก ชอบอ่ะ ดูน่ารักปนขลังไงก็มะรุ

กำลังจะเข้าไปแล้ววววว!!

เครื่องเล่นถือว่ามีเยอะพอสมควร แต่ต้องตามหากันนิดนึงเพราะจะชอบไปซ่อนอยู่ในภูเขามั่ง ในป่ามั่ง เราอาศัยเวิร์บทูเดา ดุ่มๆเดินกันเข้าไปดูนั่นดูนี่ เล่นเครื่องเล่นบ้าง ดูโชว์บ้างเป็นที่สนุกสนาน สิ่งที่เราเรียนรู้จากที่นี่คือ ญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งการเข้าคิว!! อันนี้เป็นเรื่องจริง ทุกอย่างเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบ และนานๆ... บางเครื่องเล่นเรายืนเข้าคิวอยู่เกือบชม.ครึ่ง ถามว่ามันน่าเบื่อมั้ย ก็กึ่งๆนะ เราถือว่ายืนรอแล้วได้ดูมันก็ยังดีกว่ายืนรอแล้วไม่ได้ดูล่ะนะ แล้วที่เรายืนรอนั่นก็คุ้มค่าแก่การรอคอยทุกอย่างเลย รวมๆแล้วคุ้มมาก!!

สิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกหลังจากเดินเข้าไปก็คือภูเขาไฟนี่แหละ จะมีเสียงดังเป็นระยะๆ เหมือนมันปะทุอยู่ มีไฟฟู่ออกมาด้วยนะ เจ๋งมากๆ และที่นี่แหละ มีเครื่องเล่นที่ชื่อ Jouney to the Center of the Earth สุดเจ๋ง ไม่อยากบอกมากว่าเป็นไงเดี๋ยวไม่มันส์ เอาว่าไปลองแล้วจะรู้ หึๆๆๆ (เป็นเครื่องเล่นที่เราต่อนานสุดๆเลยเพราะไปกด Fast Pass ไว้ตั้งแต่บ่ายๆ ได้เล่นตอนสองทุ่ม...)

อีกมุมสวยๆของทะเลสาบตรงกลางที่มีเรือลำเบ้งจอดเทียบอยู่ เป็นอะไรที่สวยจริงๆ...

โชว์ Porto Paradiso Water Carnival ที่ได้ดูเป็นอันแรก มีเรือบรรทุกตัวการ์ตูน Disney มาโชว์กลางน้ำ มีการลงจากเรือมาเล่นกับผู้ชมที่นั่งดูอยู่บนฝั่งด้วย ตอนนั่งดูโชว์นี้เหมือนย้อนกลับไปเป็นเด็กเลย รู้สึกดีมากๆ

มีสาวๆลงจากเรือมาเต้นรำบนบกด้วย ดูเหมือนธรรมดา แต่พอลองตั้งใจดูดีๆ สังเกตุใบหน้าของแต่ละคน จะมีรอยยิ้มที่ดูมีความสุขมากๆ เรียกว่าเต้นด้วยใจเพื่อเด็กๆจริงๆเลย เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้เราดูจนจบแล้วเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มล่ะ

ถ่ายรวมตรงจุดถ่ายรูปสุดฮิต ข้างหลังมองเห็นเรือในทะเลสาบด้วยนะ

กำลังเดินลอดใต้ภูเขาไฟไปสู่เครื่องเล่นแรกที่เราหมายตาไว้

เดินผ่านใต้ภูเขาไฟก็จะมาถึงส่วน Mysterious Island ที่ตั้งของเครื่องเล่นที่เป็นเป้าหมายของเรา

นี่ล่ะเป้าหมายของเรา 20,000 Leagues Under the Sea ต่อคิวนานมากกกกกกเพราะเป็นสามัญชน ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า Fast Pass คืออะไร รู้แต่ถ้ามีจะกลายเป็นอภิสิทธิ์ชน ไม่ต้องรอคิวนานเหมือนสามัญชนแบบเรา... เอาว่าเป็นเครื่องเล่นที่สนุกคุ้มค่าการรอคอยอีกอันนึง เหมือนพาเรานั่งเรือดำน้ำสมัยเก่าไปดูอะไรแปลกๆใต้น้ำ ถ้าฟังบรรยายภาษาญี่ปุ่นออกจะยิ่งสนุกล่ะ

ป้ายบอกเวลาคอยคิว อันซ้ายคือเวลาสำหรับพวกสามัญชน อันขวาสำหรับอภิสิทธิ์ชนที่มี Fast Pass Ticket ซึ่งต้องไปกดที่เครื่องซึ่งจะอยู่ด้านหน้าทางเข้าเครื่องเล่นแต่ละอย่าง ในบัตรจะบอกว่าตั๋วของเราใช้ได้กับช่วงเวลาตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง พอถึงเวลาก็ถือบัตรนี้มาเบ่งให้อยู่ในช่วงเวลาก็จะกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนไปในทันที สามารถเข้าถึงเครื่องเล่นได้เร็วกว่าสามัญชน (นิดหน่อย)

โชว์ที่เราหยุดยืนดูกันหลังจากออกมาจาก 20,000ฯ ชื่อโชว์ Aladdin's Whole New World ที่จะหมดช่วงโชว์ปลายเดือนสิงหานี้พอดี อลังการมาก มีตัวการ์ตูนเด่นๆในเรื่องอาลาดินมากันครบ ตบท้ายไคลแมกซ์คือตอนที่ทั้งอาลาดินและเจ้าหญิงจัสมินนั่งพรมวิเศษที่ยกด้วยเครนสูงขึ้นไปบนอากาศ สุดยอดมากๆ!! (ไม่กลัวตกรึไงนะ...?)

หลังจากดูโชว์จบ ก็พยายามเดินหาเครื่องเล่นอื่นเล่นต่อไป แต่หลงมาอยู่โซนนี้ ตึกรามบ้านช่องทำดูสวยดี เห็นแล้วน่าคอสจริงๆแฮะ

หลังจากงงๆ เราก็งมหาทางไปต่อจนได้ เดินเลาะมาเรื่อยก็ถึง Mermaid Lagoon และ Arabian Coast

วังของเจ้าหญิงเงือกในเรื่อง Little Mermaid ทำได้สวยมากเลย

ภายในติดแอร์ ทำให้ออกมืดๆ เล่นแสงไฟ สวยมาก เป้นที่ๆอยากอยู่นานๆเพราะเย็นดี 555 (ตอนนั้นเรากำลังปวดหัวมากมาย ปวดตั้งแต่นั่งเครื่องมาละไม่รู้เป็นอะไรสิ มาเจออากาศเย็นๆค่อยยังชั่ว) ในนี้ก็มีเครื่องเล่นแต่จะออกเด็กๆอย่างพวกถ้วยหมุนอะไรทำนองนั้น พวกเราสวมวิญญาณเด็กเนียนไปเล่นกับเขาด้วย เหมือนย้อนกลับไปเป็นเด็กเลย เล่นเสร็จแวะกินข้าวกันในศูนย์อาหารในนี้กันหน่อยก่อนไปลุยต่อ

เครื่องเล่นที่เป็นเป้าหมายของเรา อยู่ในโซน Lost River Delta อันนี้คือ Indiana Jones Adventure : Temple of the Crystal Skull (ชื่อยาวจริง) เป็นเหมือนเรานั่งรถบุกลุยเข้าไปในดินแดนต้องห้าม เจอกับอะไรประหลาดๆ ตื่นเต้นมากมาย งานนี้เหวียงกันสุดฤทธิ์ ชนิดที่ออกมาแล้วอาการปวดหัวของเราหายเป็นปลิดทิ้งเลย เหอๆ เป็นอีกหนึ่งที่แนะนำให้ไปเล่นกันนะ

เป็นเครื่องเล่นที่เรารอแบบสามัญชน แต่ไม่เบื่อเพราะระหว่างทางที่ต่อคิวเค้าทำคดเคี้ยว ดูวิวเพลินๆ เหมือนเรากำลังเข้าไปในถ้ำรึอะไรสักอย่าง ได้บรรยากาศเย็นๆเยือกๆดีมากเลยล่ะ

จบจากเครื่องเล่นสุดตื่นเต้น เราก็ย้อนกลับไปส่วน Arabian Coast ที่เป็นโซนของเรื่องที่ออกแนวทางอาหรับๆ อาราเบียนๆอย่างอาลาดินแล้วก็เรื่องซินแบด (ที่เราไม่ได้ดู)

Sindbad's Seven Voyages เป็นจุดที่เราแวะเพราะคิวโล่งมากกกกกกก เวลารอคิว 0 นาที เห็นปุ๊บรีบพุ่งเข้าไปเลย เป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก ข้างในคล้ายๆ Small World ของ Disney Land (เค้าบอกมานะ) เป็นตุ๊กตาที่ตั้งโปรแกรมให้เคลื่อนไหว ทำท่าทำทางเหมือนมีชีวิต เราจะนั่งเรือล่องไปเรื่อยๆ แต่ละสองฟากก็จะเล่าเรื่องราวของซินแบดไปเรื่อยๆ เพลินมากๆเลย

ตุ๊กตาพวกนี้ตั้งโปรแกรมไว้ทุกตัว ขยับไม่เหมือนกัน จะขยับทุกรอบที่มีผู้ชมผ่านมา คิดดูละกันว่าวันนึงจะต้องขยับซักกี่รอบ จบวันคงเหนื่อยน่าดูเลยนะเนี่ย...

จากนั้นก็เข้าไปในส่วนของเมืองในเรื่องอาลาดิน บรรยากาศตอนกลางคืนสวยมาก ไฟอ่อนๆส่องสว่างไปทั่วสถานที่ แต่คนที่เดินยังคงคึกคักอยู่ อากาศเริ่มเย็นขึ้นด้วย ทำให้ยิ่งรู้สึกอยากเดินมันทั้งคืนเลย

Caravan Carousel หรือก็คือม้าหมุนสองชั้นน่ะแหละ รวมตัวละครในเรื่องอาลาดินเอาไว้ พวกเราต่อคิวเข้าไปเล่นกันด้วย

โฉมหน้าผู้ย้อนไปสู่วัยเด็กทั้งหลาย เหอๆๆ

ถ่ายรวมกันก่อนจากโซนอาลาดินไป อารมณ์ที่นั่งราชินีมากๆ

ระหว่างงมทางไปภูเขาไฟเพื่อไปใช้บัตร Fast Pass ก็มีการจุดดอกไม้ไฟพอดี เป็นบุญตามากเพราะต้องอยู่จนค่ำพอสมควรถึงจะได้ดู อา...ได้ดูฮานาบิของหน้าร้อนในญี่ปุ่นแล้ววว

หลังจากเหวี่ยงกันอย่างเมามันส์กับ Jouney to the Center of the Earth ที่เหมือนจะพาเราลงสู่ใจกลางโลกแล้วพุ่งขึ้นมาบนปากปล่องภูเขาไฟกันพอไส้กระเด็นแล้ว...ก็ได้เวลากลับเสียที ตอนนั้นก็ถือว่าดึกแล้ว ไฟรอบๆสถานที่ยิ่งดูเหมือนจะสว่างขึ้น แต่ก็ยิ่งสวยขึ้นด้วย เป็นภาพงามๆที่ทำให้รู้สึกหายเหนื่อยจริงๆเลย...

เราอยู่กันจนดึกดื่น หลังจากเล่นเครื่องเล่นสุดท้าย แวะซื้อของที่ระลึกกันสักนิด ย่างเท้าออกจาก Disney Sea ก็ประมาณ 4 ทุ่มได้ เรียกว่าไม่ปิดไม่กลับ ทุกคนเดินทางกลับโรงแรมด้วยความเหนื่อยอ่อน (เราเจ็บเท้ามากเพราะปั๊บโปะมันขึ้นแล้วก็แตกตอนเดินกลับโรงแรม นี่ขนาดวันแรกนะเนี่ย...) กว่าจะทำบัญชีและได้นอนก็ตีหนึ่งตีสอง เราข่มตาหลับเตรียมพร้อมสำหรับ Trip วันถัดไปที่จะเหน็ดเหนื่อยกว่านี้อีก...

...To be continued...

Japan Trip 2005 The Report [Part #2]

posted on 31 Aug 2005 17:26 by insilence  in Trip-Food

หลังจากโดน Black Holeดูดไปพักนึงก็กลับมาต่อ Report ไปญี่ปุ่นวันที่ 2 กันสักที ต้องรีบๆเขียนไม่งั้นจะลืมซะหมด แต่ไม่เขียนก็เสียดาย เพราะมีอะไรที่อยากเอามาเล่าให้ฟังเยอะพอสมควร ว่าแล้วก็ไปต่อกันเลยดีกว่า

อ้อ เพิ่มเติมนิด (ขี้เกียจอัพโพสใหม่) ในที่สุดก็ได้อัพธีมใหม่แล้วจ้า~~~~~~~~~~~ *เต้นระบำไปรอบห้อง* จรดๆจ้องๆอยู่นานมากแล้ว แต่ไม่มีโอกาสสักที พอดีวันนี้ว่างๆเลยไปหารูปมานั่งทำ ส่วนมากก็เอามาจากแผ่นรองเขียนกับแฟ้มแหละ โดยเฉพาะ BG นี่ต้องพยายามแต่งภาพกลบเกลื่อนเพราะภาพที่ได้ Noise เพียบ เลยต้องเฉทำให้เหมือนภาพบนผ้าใบ มีแอบแต่งภาพลบลายที่ไม่ต้องการออกนิดหน่อย (ใครจะสังเกตุเห็นมะน้อ...) ที่เลือกรูปสองคนนี้เพราะเป็นคู่ที่ชอบนะ ถึงแม้... (ไม่เอาไม่พูด...) นั่นแหละ เลยเลือกมาใช้ โทนสีก็เลือกให้เข้ากับรูป เป็นสีฟ้าที่ชอบพอดีดูสบายตา สรุปว่า ก็หลงรักธีมใหม่นี้อีกแล้ว คงใช้ไปอีกนานนนนนนนนนนนนนนนนนนนน ชอบไม่ชอบยังไงวานบอกด้วยน๊า~

คำเตือน
โพสนี้โหลดโหดเช่นเคย คราวที่แล้วมีบางคนบอกว่ารูปน้อยไป งานนี้เราจะใส่แบบไม่ยั้งกันเลยเชียว หุๆ เน็ทธรรมดาทำใจหน่อยนะจ๊ะ :P

ป.ล. บางรูปจกมาจากกล้องปุ๊กจ้า thx!

[2ND] 11 August>>EXPO2005 AICHI

วันที่สอง ตื่นมาด้วยความงัวเงีย จะเพราะอะไรล่ะ ก็เมื่อวานเล่น "เหวี่ยง" กันซะไส้กระเด็นขนาดนั้น กว่าจะได้กลับมาพักไส้ที่โรงแรมก็ดึกดื่น วันที่สองเรามีโปรแกรมจะไป Expo ที่ไอจิ มีคนบอกว่าให้ออกแต่เช้าจะได้ไปถึงโน่นเร็วๆ เลยตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 6 โมงครึ่ง รึเจ็ดโมงนี่แหละ ตอนนาฬิกามันปลุกก็ตื่นหรอกนะ แต่ตื่นมาปิดเสียง ก็มันไม่ไหวจริงๆอ่ะ รู้สึกนอนไม่พอ ไม่อยากฝืนตัวเองด้วย เลยนอนต่ออีกนิด ได้ออกจากโรงแรมจริงๆก็ประมาณ 9 โมง รีบเดินย่ำต๊อกไปสถานีอิเคะฯกับปุ๊กโดยที่ยังไม่ได้กินอาหารเช้าเพราะกลัวจะช้า เดี๋ยวไปหาเอาข้างหน้าแล้วกัน พอไปถึงก็ตรงดิ่งไปยัง Midoriguchi (緑口)ทันทีเนื่องจากได้ข้อมูลมาจากหุยเพื่อนมหาลัยฯว่า ที่นั่นสามารถซื้อแพคเกจไปไอจิได้ที่นี่ พอไปถึง จรดๆจ้องๆอยู่พักนึงก็ตัดสินใจสอบถามพนักงานซึ่งก็ได้ความว่าให้ไปต่อแถวเพื่อติดต่อซื้อตั๋วที่เคาท์เตอร์ (เพิ่งเริ่มต้นวันใหม่ก็ต่อคิวกันแล้ว) เมื่อถึงคิวเราก็จ้อแจ๊บๆกันแบบงงๆ พนักงานถามว่าเราจะไปวันไหนเลยบอกไปว่า ไปวันนี้แหละ เอาว่าก็ได้แพคเกจไปไอจิกันมาเรียบร้อยในราคา 24,400 เยน ฟังดูเยอะแต่ถ้าคิดในแง่ว่า แพคเกจนี้สามารถพาเราไปถึงสถานที่จัด Expo ได้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มอีกก็คุ้มนะ (ไม่นับอาหารการกินนะจ๊ะ) เมื่อได้มาแล้วก็ไปลุยกันเลย!!!

นาฬิกาที่พกไปไว้ตั้งปลุก สีเหลืองๆนั่นคือเวลาที่ปลุกจริง แต่เวลาตื่นจริงน่ะอีกเรื่อง... (ก็มันเหนื่อยนี่นา...ฮือ)

ถึงสถานีโตเกียว สถานีที่เราคิดว่าวุ่นวายที่สุดแล้วเนื่องจากเป็นเหมือนสถานีหลักที่สามารถเปลี่ยนสายไปรถไฟต่างๆได้มากมาย รวมทั้งชิงคันเซ็น(新幹線)ที่เป็นเป้าหมายของเราด้วย ระหว่างเดินไปหาชานชลาของชิงคันเซ็น ก็ผ่านร้านรวงต่างๆที่ขายพวกขนมที่ระลึก และพวกอาหารกล่อง (เบ็นโตะ) เรียงรายกันให้ละลานตา พวกเราน้ำลายไหลเป็นทาง แต่ก็ต้องกัดฟันมุ่งหน้าหาชานชาลาชิงคันเซ็นต่อเพราะกลัวจะได้รอบช้า เมื่อถึงจุดที่คิดว่าเป็นทางเข้าแล้วก็ยืนงงๆกัน เงยหน้ามองป้ายบอกตารางเวลารถไฟที่วิ่งเปลี่ยนแปล๊บๆ เหมือนในสนามบินเลย มีหมายเลขขบวน พร้อมระบุว่าเป็นชิงคันเซ็นแบบโนโซมิ ฮิคาริ หรือโคดามะ (เรียงจากเร็วสุดไปช้าสุด) หมายเลขชานชาลา และเวลาที่จะออก เราลังเลอยู่พักนึงก่อนเดินไปถามพนักงานว่าเราควรจะขึ้นที่ไหน ตั๋วนี้ใช้กับชิงคันเซ็นแบบไหน แล้วต้องขึ้นยังไง ผลจากการเดินไปสอบถามพนักงานหลายรอบ (จนคิดว่าพนักงานจะเดินหนีแน่หากเราเดินไปถามอีก) ได้ความว่า ตั๋วนี้ สามารถขึ้นสายโนโซมิ ฮิคาริ หรือโคดามะได้หมด ที่นั่งถ้าเป็นแบบ Reserved(指定席) จะเต็มหมด แต่เราสามารถไปลุ้นแบบ Free 自由席(Jiyuuseki) ได้ หลังจากเมียงมองดีแล้วเราก็มุ่งหน้าไปชานชาลาของสายโนโซมิขบวนที่เร็วที่สุดทันที มั่วๆเข้าไปนั่งที่ Jiyuuseki กับเขาจนสำเร็จแบบมึนๆ ข้างในขอบอกว่าหรูมากกกกกกกกกกกกก อย่างกับเครื่องบินเลย หรูๆ ที่นั่งสบายด้วย โชคดีที่โบกี้ที่นั่งเป็นแบบปลอดบุหรี่เลยนั่งกันอย่างไร้มลภาวะ มีผู้ชายมานั่งข้างเราคนนึง แต่ตลอดเส้นทางก็ไม่ค่อยจะได้นั่งหรอก เพราะเหมือนจะเดินออกไปสูบบุหรี่ไม่ก็โทรศัพท์ตลอด เป็นอันว่าสบายไป...

บรรยากาศชานชาลาของชิงคันเซ็น ผู้คนมากมาย เราก็มึนๆง่วงๆ แต่ช้าไม่ได้ต้องหาโบกี้ที่จะขึ้นด้วย วิ่งวนกันไปมาสองคนกับปุ๊ก สนุกดีจัง~

นี่ล่ะ สถานีโตเกียว จุดเริ่มต้นที่เราจะเดินทางกันวันนี้!!

อีกบรรยากาศ กำลังต่อแถวขึ้นขบวนรถละ เป็นครั้งเดียวที่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเป็นคิว คงเพราะคนรีบจะขึ้น ถ้าช้าก็อดนั่ง ทำนองว่า ใครเร็วใครได้แหละ

ได้ที่นั่งแล้ว! ถ่ายไปด้านหลังให้เห็นสภาพภายในโบกี้ของชิงคันเซ็น คล้ายๆเครื่องบินเลยเนอะ

แอคท่าซะหน่อย หน้าอืดๆนี่ก็อย่าไปสนใจ เอาบรรยากาศน่ะๆ

ยังๆ ยังไม่ได้ไปง่ายๆอย่างงั้น... Trip นี้บอกได้เลยว่า ใช้ Skill การเดาและถามทางอย่างรุนแรง เริ่มตั้งแต่ด่านแรก จากสถานีอิเคะฯ จรดๆจ้องๆก่อนเดินไปถามพนักงานกันว่า เราสามารถใช้ตั๋วนี้จากสถานีนี้เลยได้หรือไม่ อ้อ ลืมบอก Trip นี้เราจะไปที่ไอจิ นาโกย่าโดยรถไฟชิงคันเซ็นจ้ะ ซึ่งชิงคันเซ็นนี้ต้องขึ้นที่สถานี Tokyo(東京) ซึ่งถึงเป็นสถานีใหญ่สำหรับต่อไปรถไฟสายต่างๆได้ เอาเป็นว่าตั๋วที่เราได้มาสามารถขึ้นจากสถานีอิเคะฯไปได้เลย ด่านแรกผ่านแบบสบายๆ นั่งรถกันด้วยความตื่นเต้นไปลงที่สถาน Tokyo กันทันที...

น้ำรสประหลาดที่ไปกดมาจากตู้กดน้ำท้ายโบกี้ ประทังชีวิตในช่วงแรกที่นั่ง

ให้เห็นซองแพคเกจตั๋วที่ซื้อมาจากมิโดริงูจิ (จริงๆเค้าให้มาแต่ตั๋วสี่ห้าใบ ซองนี่หยิบเอาที่เขาแจกไว้บนเคาท์เตอร์น่ะ ใส่แล้วมันเป็นที่เป็นทางดี)

แพคเกจที่ได้มา มีห้าใบ สองใบทางซ้ายบนเป็นตั๋วเครื่องบิน All in one ใช้ขึ้นได้ตั้งแต่สถานีอิเคะฯ ไปจนถึงสถานที่จัด Expo เลย มีทั้งตั๋วขาไปและกลับ ทางขวาบนเป็นตั๋ว Expo ที่เราต้องเอาไปแลกตั๋วจริงที่สถานที่จัดงานอีกที

ให้เห็นกันชัดๆ ตั๋ว All in one ที่ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเย้อออออออออ

วิวข้างนอกหน้าต่าง ที่เริ่มเปลี่ยนไป สภาพบ้านช่องก็แลดูแปลกตา ให้อารมณ์ชนบทนิดๆละ ส่วนที่เห็นทางซ้ายก็เป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่กำลังพักผ่อนสบายอยู่ อิอิ

นั่งตื่นเต้นกันได้พักนึง สองสาวก็เริ่มหิว...แน่ล่ะ รีบออกจากโรงแรมมาโดยยังไม่ได้กินอะไรกันเลย พยายามมองหาคนขายพวกข้าวกล่องก็ยังไม่เห็น เลยเดินไปกดน้ำที่ตู้ขายน้ำท้ายโบกี้รถ (เจ๋งมะ มีตู้ขายน้ำในรถไฟด้วยยย) เรากดได้น้ำอะไรไม่รู้ รสชาติแปลกๆ แต่พอประทังชีวิตมาดื่มๆ ตอนเดินกลับมาที่นั่งแอบมีชายหนุ่มมาดเท่มาแย่งที่นั่งเรา ก็แฮ่ใส่ไปจนเขายอมล่าถอยให้เรากลับมานั่งเช่นเดิม นั่งกันพักใหญ่กว่าจะมีคนขายพวกข้าวกล่องเดินมา ตัดสินใจซื้อกันคนละกล่อง เนื่องจากหิวจนเกือบเขมือบลูกวัวย่างได้ทั้งตัวแล้ว ข้าวกล่องแพง แต่ใหญ่ เยอะ หรู และอร่อยมากมาย พออิ่มก็ได้เวลาพักรอเวลาล่ะ เราก็นั่งคำนวนคิดนั่นคิดนี่ มองวิว ตั้งแต่ยังเป็นเมือง จนภาพนอกหน้าต่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆจนเริ่มออกแนว "บ้านนอก" ภายในรถมีจอตัวอักษรวิ่งมีข่าวให้อ่านเพลินๆ พร้อมบอกป้ายที่จะถึงต่อไป ป้ายที่เราจะลงเป็นป้ายที่สอง (รู้สึกมันจะไปจอดที่สถานี Shin-yokohama 新横浜 ก่อน) ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงครึ่ง ก็ไปถึงที่หมายแบบสบายๆ...

เบ็นโตะที่ซื้อมาจากหนุ่มเข็นรถมาขาย กล่องสวยมากกกกก

ภายในอลังการ!! น่ากินมากกกกกก แล้วก็ขอบอกว่า อร่อยมากด้วย!! >_< (สมราคาจริงๆ)

ถึงแล้ว!!! ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งก็ถึงสถานีนาโกย่าที่หมายจนได้!

ถ่ายหัวรถชิงคันเซ็นให้เห็นกันหน่อย แหลมๆแบบนี้แหละ จะได้พุ่งเร็วๆ (มั้ง)

สภาพตึกข้างนอก ก็เหมือนในเมือง เจอร้าน Big Camera อีกละ มีทั่วทุกมุมเมืองเลยหรือไงนะ...

ป้ายชี้ทางสว่างไปสู่ชานชาลาที่จะขึ้นรถไปถึงสถานที่จัด Expo

เอาล่ะ ขึ้น Expo Shuttle แล้ว คุณป้าใส่หมวกท่าจะไปงานเดียวกับเรา แบบว่าเตรียมตัวมาพร้อมมาก กะลุยเต็มที่

พักระหว่างเปลี่ยนรถไฟอีกคัน ที่ถือนั่นเป็นน้ำที่เราชอบซื้อกินที่สุดตอนอยู่โน่น เป็นเหมือนชาเย็นใส่นม ดื่มแล้วสดชื่นดีนะ

ทิวทรรศ์ระหว่างที่นั่งรถไฟไป แบบว่า บ้านนอกมากๆ บรรยากาศดีจังเลย~

ไปถึงสถานีนาโกย่า รีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำห้องท่ากันก่อนที่จะเริ่มหาทางไปต่อ สอบถามพนักงาน (อีกแล้ว) ก็รู้ว่าต้องไปต่อรถไฟที่เรียกกันว่า Expo Shuttle เพื่อจะเดินทางไปยังสถานที่จัดงานอีก อ่ะ ขึ้นก็ขึ้น...นั่งไปได้ไม่นานก็ต้องเปลี่ยนสายเป็นอีกเส้นนึง (ถ้าไม่ได้ฟังประกาศในรถก็คงนั่งมึนไปเรื่อย) จนไปลงกันที่สถานี 万博八草駅 (Banpakuyakusa-eki) ลงจากสถานีก็เจอภาพสองปู่หลานโมริโซ่กับคิโคโร่คุงเต็มไปหมด ทำให้เรารู้สึกว่าใกล้จะถึง Expo แล้วนะ! เดินตามผู้คนออกจากสถานีไป ก็พบว่า เราจะต้องต่อรถไฟที่เรียกว่า Linimo เข้าไปถึงตัวสถานที่จัด Expo จริงๆอีก (อ่านกันมานี่เหนื่อยมั้ยเนี่ย? ยังไม่ถึงสถานที่จริงเลยนะ...)

ถึงแล้ว! สถานี Banpakuyakusa (ชื่อย๊าวยาว...) ที่ๆ เกือบจะเป็นจุดหมายปลายทางของเรา

ทางออก มีป้ายลองปู่หลานต้อนรับหลายภาษาเลย (แต่ไม่มีภาษาไทยอ่ะ)

อันนี้เป็นทางที่จะไปขึ้นรถ ลินิโมที่จะพาเราไปถึงสถานที่จัดงาน Expo กันจริงๆล่ะ (หลายต่อเหลือเกินวุ้ย)

หน้าอืดๆ กำลังจะไปขึ้นรถไฟละ...

อยู่ในลินิโมแล้ว เปลี่ยนนางแบบกันซะหน่อยเดี๋ยวจะเบื่อ

ลงจากลิมิโน่ ก็ถึงตัวงานซักที เมื่อเห็นลานตรงหน้าที่แสดงให้เห็นว่าเป็นสถานที่จัด Expo เราแบบอยากตะโกนออกมาดังๆเลยว่า "มาถึงแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!" คือ มันเหนื่อยมาก ขึ้นรถเปลี่ยนรถหลายต่อมาก งมกันมาสองคนกับปุ๊ก จนมาถึงไอจิ นาโกย่า ถึง Expo จนได้ สถานที่เค้าสะอาดมาก มีการขอความร่วมมือให้ใครที่มีขวดน้ำพลาสติกติดมา ทิ้งไว้ก่อนจะเข้าไปในตัวงาน ใครยังกินไม่หมด มีบริการแก้วกระดาษเปล่าไว้ให้เท่น้ำที่ยังเหลือถือไปกินได้ เค้าทำเพื่อป้องกันไม่ให้มีขวดน้ำขยะไปทิ้งเกลื่อนกลาดในงานน่ะ เราเดินไปแลกบัตรเข้างานตัวจริงก่อนที่จะเดินเข้าตัวงานไป มีการตรวจรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดดีมากๆ เปิดดูหมดทุกช่อง มีกี่ซิบกี่ช่องพี่ท่านขอดูหมดฮ่ะ รับรองปลอดภัยไร้กังวล

ถึงสถานที่จัดงานแล้ววววววววววววววววววววว!! โอย ดีใจแทบสิ้นสติ (เพราะหมดแรง...)

เกททางเข้า มีการตรวจอาวุธ ตรวจกระเป๋ากันอย่างละเอียดมากๆ รับรองว่ามางานนี้ปลอดภัยหายห่วงจ้ะ

ตารางที่แจ้งว่าพาวิเลียนไหนสามารถจองคิวเข้าไปชมได้บ้างไม่ได้บ้างอย่างไร

สภาพภายในงาน ถ่ายมาให้เห็นได้แค่เสี้ยงนึง จริงๆมันใหญ่กว่านี้มากกกกกกกกกกก แต่ไม่สามารถจะถ่ายให้เห็นภาพอย่างงั้นได้ ต้องขออภัย....

อันนี้เป็นเหมือน Taxi ไว้ใช้บริการ (เสียค่าบริการด้วยนะ แต่ไม่แพงมาก) สามารถเรียกให้ไปส่งเราที่จุดไหนก็ได้ ทำไมต้องมีน่ะเหรอ? เพราะสถานที่มันกว้างมากมายสุดลูกหูลูกตาถ้าไม่มีแล้วอยากจะเดินให้ทั่ว รับรอง เท้าแบนเป็นเท้าโดนัลดั๊กแน่ๆ

เข้าไปในงานกันก็บ่ายแล้ว มึนๆงงๆว่า นี่เราต้องไปทางไหนก่อนหว่า... ตะลึงพรึงเพริดกับความใหญ่ของงานกันพักนึงก็มาคุยๆกัน สรุปว่าเราจะแวะที่พาวิเลียนที่ชื่อว่า Wonder Circus ด้านนอกเป็นตึกที่ประดับไปด้วยรูปวาดของเด็กๆในหัวข้อ "ความฝันกับมนุษย์และโลก, โลกที่แสนสวยงาม" อะไรทำนองนี้น่ะ เป็นพาวิเลียนที่ถือได้ว่าติดอันดับน่าดูต้นๆเลย เราเลยเลือกดูอันนี้ เหตุที่ต้องมานั่งเลือกกันก็เพราะแต่ละพาวิเลี่ยนมันต้องต่อคิวยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เป็นชม.ทุกอันสำหรับพาวิเลียนดังๆ ถ้ามานั่งต่อกันอย่างงี้ทุกอัน มีหวังไม่ได้ไปดูอย่างอื่นแน่ เลยเลือกอันดังๆซักอัน ก็ต่อแถวไปเรื่อย คุยกันไป มองนั่นมองนี่ไป ระหว่างทางมีการนำระบบพ่นละอองน้ำและแอร์ที่ปล่อยออกมาตามเสาต้นเล็กๆตามทางเดิน มาเป่าให้คนยืนรอคลายร้อน อ้อ อยากจะบอกว่า อากาศที่นั่น "โคตรร้อน" เลยฮ่ะ ตับแตกมาก ดีว่าได้พัดที่เค้าแจกตามทางมาช่วยชีวิตนะนี่ เอาล่ะ ก็ยืนต่อคิววนเป็นหางงูจนได้เข้าไปซักที ในตึกนี้จะเป็นรถไฟเล็กๆให้เรานั่งเข้าไปชมข้างในซึ่งทำไว้ดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก บอกได้เลยคุ้มค่าการรออย่างรุนแรง เป็นการนำเสนอโลก ธรรมชาติ เทคโนโลยีที่ประสานกลมกลืนกันไป มีทั้งหมด 8 ฉากด้วยกัน แต่ละฉากอลังการงานสร้างทั้งนั้น (แถมมีแอร์ด้วย ชอบตรงเนี้ย) รถไฟโบกี้นึงก็นั่งกันสองคน มีที่ล็อคเอวเพราะมันต้องเลื้อยขึ้นเลื้อยลงเลี้ยวซ้ายหมุนขวา โบกี้แต่ละคันจะหมุนได้รอบให้เห็นภาพของแต่ละฉากได้ชัดๆ เรียกว่าทำมาอย่างดีเลยล่ะ บอกได้เลยว่าเขาทำดีจริงๆ ให้อธิบายมาก็อธิบายไม่ถูก พูดได้แค่ว่า "ประทับใจค่ะ"

พาวิเลี่ยนแรกที่เราตัดสินใจไปยืนต่อคิวตั้งชม.กว่า ชื่อพาวิเลียน Wonder Circus ฮ่ะ

โชว์ตั๋วกันหน่อย ตั๋วเข้างาน Expo สำหรับผู้ใหญ่ ราคา 4,600 เยน เป็นกระดาษบางๆ แต่ข้างในฝั่งชิปเอาไว้ด้วยนะ

เกือบจะได้เข้าไปละ มีป้ายบอกไว้ว่า อีก 15 นาทีเท่านั้น คุณจะได้ชมแล้ว (ทนหน่อยน่ะ) สาวพริตตี้เค้าน่ารักดีนะ ที่ยืนทางซ้ายของรูปน่ะ

รถไฟขบวนเล็กๆ ที่จะทำให้เราเหมือนได้อยู่ในสวนสนุก เห็นอะไรที่น่าประหลาดใจได้อย่างรอบทิศ เจ๋งมาก!

นี่ภายในพาวิเลียนนะ คิวยังไปวนกันขนาดนี้ เอากับเค้าสิ!!

ใกล้จะได้ขึ้นแล้วววววววววววววว >_<

ออกมาพร้อมความอิ่มอกอิ่มใจ คุ้มค่าที่รอคอยจริงๆ ขอเก็บภาพเป็นที่ระลึกก่อน เข้าใจดีไซน์ตึกจังเยยยยยย

นั่งวนไปมาในนั้นได้ไม่นานก็ออกมาแล้ว ถึงจะแป๊บเดียวแต่ความประทับใจยังไม่ลืม จนอดซื้อของฝากจากที่นั่นมาชิ้นสองชิ้นไม่ได้ จบจากตรงนั้นเราก็เดินต่อไปเรื่อยๆ แวะดูที่พาวิเลียนของรถไฟ JR ที่อยู่ข้างๆกันนิดหน่อย ไม่ได้เดินเข้าไปหรอกแค่ผ่านๆเพราะคิวยาวเหยียดเช่นกัน จากนั้นก็เดินไปเรื่อยๆมุ่งหน้าสู่ Robot Station ที่แสดงเทคโนโลยีเกี่ยวกับหุ่นยนต์ทั้งหลาย แต่เป้าหมายที่เราอยากดูคือ หุ่นยนต์ผู้หญิงที่ทำได้เหมือนคนมากๆ! กระพริบตาได้ ขยับได้ พอตอนแสดงหุ่นยนต์ตรงเวทีเล็ก ก็จะเป็นพิธีกรคอยพูดแนะนำโต้ตอบกับพิธีกรสาวบนเวทีจริงได้ด้วยนะ ทึ่งๆ อีกอย่างที่น่าทึ่งก็คือ เจ้าหุ่นยนต์แมวน้ำปาโร่ ที่เขาเอาไว้สำหรับบำบัดผู้ป่วยทางจิต แบบว่าเอามือลูบๆ มันจะขยับ มีปฏิกริยาตอบสนอง มีร้องด้วย น่ารักมากกกกกก!! ลูบมันอยู่นาน แอบสังเกตุเห็นว่า เจ้าปาโร่เริ่มเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทานิดๆละ สงสัยจะโดนลูบมากไปหน่อย...

พาวิเลียนของรถไฟ JR ตอนเดินผ่านเขาเอาพนักงานพริตตี้สาวๆมายืนเรียงแถวโชว์รถกันพอดีเรย อาหารตาๆ

อันนี้เขาเรียก Wonder Wheel นั่งแล้วสามารถเห็นทิวทรรศ์ทั้งในอินดอร์และเอาท์ดอร์ เสียดายไม่ได้ต่อขึ้นเพราะกลัวเวลาไม่พอ (แน่ล่ะ กว่าจะไปถึงก็บ่ายแล้วนิ...)

พาวิเลียนของมิตซูบิชิ ต้นไม้งอกซะเขียว แสดงว่าจัดมานานพอควรแล้ว เน้นธรรมชาติมากๆอ่ะ (ไม่ได้เข้าอีกเช่นกัน)

พักเหนื่อยกันหน่อย เมื่อยเท้ามากมายแบบว่าเจ็บมาตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ก็เดินกันซะกระจายขนาดนี้ เฮ้อ การเดินทางยังอีกยาวไกล....

ภาพถ่ายไกลๆเห็นส่วนที่จัดแสดงพาวิเลียนของแต่ละประเทศ จะแบ่งเป็นหลายเขต ตรงที่ถ่ายคือจุดที่พาวิเลียนของไทยตั้งอยู่ล่ะ

ผ่านฝูงเพนกวิ้น ขอเล่นสักหน่อยเถอะ อิอิ

เป้าหมายของเรา Robot Station รวมเทคโนโลยีที่น่าสนใจโดยเฉพาะพวกหุ่นยนต์รูปแบบต่างๆมาจัดแสดง

หุ่นคาราคุริของญี่ปุ่น สวยงามมากมาย~~

นี่ล่ะ! เป้าหมายของเรา! เชื่อมะว่านี้หุ่นล่ะ สามารถกระพริบตา หันหน้าไปมา พูดได้เป็นธรรมชาติมากๆเลยล่ะ ควรดูๆ

หุ่นยนปาโร่ หุ่นแมวน้ำสีขาวที่เขาไว้บำบัดจิตผู้ป่วย ขนาดเราไม่ได้ป่วย พอไปลูบๆยังรู้สึกเหมือนถูกบำบัดทางจิตเลย เหอๆ

พริตตี้สาวมายืนแนะนำหุ่นยนต์เก็บขยะ ดูแล้วก็รู้สึกว่า อืดแบบนี้จ้างคนมากวาดยังเร็วกว่าเลยง่ะ....

เดินออกมาจาก Robot Station ก็เจอกับกระเช้าลอยฟ้า ใหญ่มาก ตรงกลางมีจอทีวี ส่วนมากจะแสดงเวลาอ่ะ เป็นภาพอย่างอื่นก็มีนะ

ผ่านส่วนที่เป็นคล้ายๆสวนสนุก มีบ้านผีสิงด้วย! ที่สำคัญคือ... (ดูรูปต่อไป)

หนุ่มน้อยหน้ามลคนนี้ไง!! หน้าใสมาก น่ารักมากกกกก และ...ดูอุมากกกกกกกกกกกก ท่าทางเคอะๆเขินๆ ดูแล้วยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่ อ๊าง~

อีกมุมให้เห็นกันจะๆ ถึงความน่ารักของผู้ชายคนนี้ อิอิ

จากนั้นเราก็รีบมุ่งหน้าไปยังโซนของพาวิเลียนประเทศไทย เพื่อไปยลให้เห็นกับตาซิว่ามันทำดีขึ้นหรือเปล่า ไปถึงก็ต้องตกใจ โอ้ มีคนมาต่อแถวเพื่อจะเข้าพาวิเลียนของไทยด้วยแน่ะ เป็นสัญญาณที่ดีจริงๆ ภายนอกก็คล้ายๆกับของชาติอื่น แต่เราเด่นตรงมีรูปปั้นยักษ์ตั้งตระหง่านด้านหน้าด้วย เท่ซะ ยืนต่อแถวแป๊บนึงก็ได้เข้าข้างใน อยากจะบอกว่า ทำดีมากมายยยยยยยยยยยย ทางเดินเข้าเหมือนเป็นบ้านเรือนไม้เก่าๆ เมื่อเดินเข้าไปจะเจอเรือสุพรรณหงษ์เด่นเป็นสง่าด้านล่างเป็นเรือเหมือนจะลอยบนน้ำที่เป็นภาพฉายจากคอมพิวเตอร์ ทึ่งๆ เดินต่อไปอีกนิดเป็นคล้ายๆส่วนแสดงผลงานของในหลวง เห็นแล้วรู้สึกภูมิใจจัง เดินต่อไปหน่อย เป็นส่วนแสดงสินค้าโอทอปเด่นๆสวยๆทั้งหลาย บางอย่างดูแล้วแบบ โอ้ว มีด้วยเหรอเนี่ย? เดินต่อไปอีกนิด เป็นส่วนแสดง เขากำลังแสดงหุ่นละครเล็กอยู่ เรียกคนดูได้แน่นขนัด มีน้องผู้หญิงสองคนแต่งชุดไทยยืนต้อนรับอยู่ด้วย เรียกได้ว่า ในพาวิเลี่ยนของไทยเรา มีอะไรที่เชิดหน้าชูตาประเทศได้เต็มไปหมดจริงๆ เดินออกจากพาวิเลี่ยนไทยด้วยความประทับใจ แอบไปดูของชาติอื่นแถวๆนั้นหน่อย บอกได้คำเดียว "ของเราเจ๋ง!"

เดินมาถึงแล้ว! ส่วนของพาวิเลียนของไทยเรา!

ด้านหน้าให้เห็ฯกันชัดๆ

เจ๋งมาก เอามาตั้งสองตัวขนาบประตูซ้ายขวา ดูแล้วอลังการดีจัง

ต้องต่อคิวเข้าด้วยนะ!!!

ภายใน เป็นทางเดินเข้าไปสู่ห้องแสดงงานใหญ่ ตรงส่วนนี้ทำเป็นเหมือนบ้านไม้ มีรูปเก่าๆติดอยู่เต็มเลย ดูแล้วขลังดีอ่ะ

ภาพเรือสุพรรณ์หงษ์ สุดยอดงดงาม เห็นแล้วรู้สึกภูมิใจที่เป็นคนไทยมากๆ

เดินต่อไปอีกนิด เป็นภาพในหลวงและพระราชกรณียกิจ เห็นแล้วขนลุกเลย

กังหันชัยพัฒนาโดยในหลวง เห็นแล้วภูมิใจจังเลย~

น้องๆน่ารักที่มาแต่งชุดไทยคอยต้อนรับอยู่ข้างในด้วย

มีเอาหุ่นละครเล็กไปแสดงโชว์ด้วยญี่ปุ่นมุงกันตรึมเสียดาย คนมันเบียดๆมากมายเลยไม่ได้ยืนอยู่นาน

บ้านใกล้เรือนเคียงห่างกันสามก้าว

ของกัมพูชา อลังนะ

สิงค์โปร์ คนต่อคิวเยอะมากกกกกก ผนังตึกที่เป็นเหมือนกระเบื้อง จริงๆมันเป็นเหมือนซองพลาสติกใส่น้ำใสๆ

ฮอตฮิตที่สุดในละแวกนั้น เป็นของออสเตรเลีย สวยดีนะ ไม่รู้ข้างในเป็นไงแฮะ...

ภาพถ่ายโดยรวมบริเวณของพาวิเลียนประเทศต่างๆ คนยังมหาศาลอยู่ขนาดวันธรรมดานะเนี่ย...

เหน็ดเหนื่อยกันพอควร ได้เวลาเย็นค่ำ เลยรีบจ้ำไปร้านขายของที่ระลึกกันก่อน เจอฝูงมนุษย์มหาศาล จะมาอะไรกันมากมายเนี่ย!! ซื้อของอย่างไม่คิดชีวิต เบียดคนมากมาย เรียกว่าไม่ต้องคิดกันแล้วอ่ะ หยิบอะไรได้คว้าโยนๆเข้าตระกร้าเลย หลังจากฝ่าฝูงชนหยิบของได้ ก็ต้องไปต่อคิวจ่ายเงินที่ยาวเหยียด... กว่าจะได้จ่ายออกมาก็เหน็ดเหนื่อย ตอนพนักงานถามเรื่องว่าจะเอาถุงอะไรกี่ใบ ตอนนั้นบอกได้เลยว่า "โง่แล้ว" ไม่รู้เรื่อง เอ๋อแด๊ก จนเค้าเลิกถาม ยัดๆถุงเปล่ามาให้สิบกว่าใบ ประมาณว่าเอาไม่เอาไม่รู้ ใส่ไปให้มันก่อนละกัน

ซุ้มขายของที่ระลึก ที่เห็นเดินวนๆในเส้นสีแดงนั่นคือ "ต่อแถวจ่ายเงิน" นะครับ เหอๆๆๆๆ

ตู้ขายน้ำดื่มตอนขากลับ สีสวยดีเหมือนกันนะเวลาถ่ายตอนกลางคืน... (โอย อยากกินชาอันนั้นอีกจังเยยยยยยยย)

หลังจากหอบหิ้วของพร้อมสังขารกลับมาด้วยวิธีเดิม ก็มาขึ้นชิงคันเซ็นที่สถานีนาโกย่า คราวนี้ได้นั่งแยกกันเพราะคนแน่น (ก็ยังดีได้นั่งล่ะนะ) มาได้นั่งคู่กันอีกทีก็ตอนใกล้ๆจะถึงแล้ว มาถึงสถานีโตเกียว เดินผ่านร้านรวง ก็ได้พวกขนมติดไม้ติดมือมานิดหน่อย ก่อนจะกลับไปสลบที่โรงแรม พร้อมด้วยสภาพที่หมดแรงอย่างสุดขีด จะบอกว่า เท้าที่เจ็บตั้งแต่วันแรก มันก็เจ็บอย่างงี้ต่อไปเรื่อยๆทุกวันไม่มีหยุดหย่อน ถึงอย่างงั้นเราก็ยังมีแว่บออกไปซื้อของกิน (บะหมี่ถ้วยแหละ) ที่มินิมารท์แถวโรงแรมมากินเพิ่มพลัง เสร็จแล้วก็ทำบัญชีของที่ซื้อมาวันนี้ ก่อนนอนทั้งๆที่ง่วงมากแต่เราก็ยังพยายามนั่งศึกษาแคตตาล็อคคอมิเกะเล็งเซอร์เคิลที่ชอบมาร์คลงแผนผังบูธต่างๆ ฉีกพกติดตัวไว้ สำหรับเตรียมลุยในวันรุ่งขึ้น...

...To be continued...


edit @ 2005/09/05 00:19:08